ชื่อของ ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ กำลังอยู่ในความสนใจของใครหลายคน หลังมีรายงานเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลกอทูเล (Government of Kawthoolei: G.O.K) แถลงการณ์ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ โดยมี เนอดา เมียะ บุตรชายของนายพล โบเมียะ อดีตประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (The Karen National Union: KNU) เป็นผู้นำภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ และเคารพเจตจำนงของประชาชน พร้อมร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาชาติ
ประเด็นสำคัญ
“เสรีภาพไม่ได้มาแบบฟรีๆ เสรีภาพมีราคาแพงอย่างยิ่ง แต่หากไม่มีมัน คุณก็ไม่ต่างอะไรจากทาส เราไม่ใช่ทาส เราคือชาติยิ่งใหญ่ มีพลเรือนมากกว่า 10 ล้านคน พวกเราต้องการการรับรองจากนานาชาติ เราต้องการเสรีภาพ” ส่วนหนึ่งของคลิปวิดีโอ เนอดา เมียะ สุนทรพจน์บน Facebook ที่เผยแพร่บนแฟนเพจ Kaw Thoo Lei Army
การประกาศเอกราชครั้งนี้มีนัยสำคัญอะไรหรือไม่ แล้วเมียนมาและไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร THE STANDARD พูดคุยกับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษาเพื่อคำตอบจากปรากฏการณ์ครั้งนี้
‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ รู้จัก เนอดา เมียะ บุตรชายแห่งอดีตผู้นำ KNU
รศ.ดร.ดุลยภาคปูพื้นฐานก่อนว่า รัฐกะเหรี่ยงเต็มไปด้วยกลุ่มติดอาวุธและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองมากมาย แต่กลุ่มที่ใหญ่และทรงพลังที่สุด คือ KNU ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนสหภาพเมียนมาแบบสหพันธรัฐ และยังไม่ประกาศเอกราชเป็นรัฐใหม่
อย่างไรก็ดี ภายใน KNU ประกอบไปด้วยผู้นำทางการเมืองและทหารหลายกลุ่ม โดยหนึ่งในนั้นคือ เนอดา เมียะ บุตรชายของโบเมียะ อดีตประธาน KNU ซึ่งในอดีต เขาคือผู้นำกลุ่มองค์การป้องกันชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (Karen National Defence Organisation: KNDO)
ต่อมาในปี 2022 เนอดา เมียะ ถูกสั่งพักงานจากข้อกล่าวหาว่า KNDO สังหารหมู่แรงงานชาวเมียนมา 25 คนในรัฐกะเหรี่ยง ทำให้เขาแยกออกมาตั้งกองกำลังกอทูเล (Kaw Thoo Lei Army: KTL) โดยควบคุมพื้นที่บางส่วนของรัฐกะเหรี่ยงและพื้นที่ชายแดนไทย เช่น ตากและกาญจนบุรี ขณะที่ KNU และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army : KNLA) ออกแถลงการณ์ขับไล่ เนอดา เมียะ หลังจากนั้น
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเมียนมาตั้งข้อสังเกตว่า เนอดา เมียะ เป็นผู้นำในลักษณะ ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ กล่าวคือ ไม่ได้มีบทบาทหรือตำแหน่งแห่งที่โดดเด่นมากนัก แต่มีจุดแข็งคือเชี่ยวชาญเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการ ‘เล่นใหญ่’ ประกาศรัฐเอกราช
การประกาศเอกราชครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างไร?
รศ.ดร.ดุลยภาคชี้ว่า ท่าทีของ เนอดา เมียะ เป็นการช่วงชิงความหมายทางการเมือง เพราะ KNU ในฐานะกลุ่มผู้นำหลักยังไม่ประกาศเอกราช ซึ่งน่าจะเป็นคำถามต่อไปว่า กลุ่มที่นำรัฐกะเหรี่ยงที่แท้จริงเป็นใครกันแน่ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงบทบาทของ เนอดา เมียะ ในฐานะบุตรชายอดีตผู้นำ KNU
นอกจากนี้ อาจารย์ตั้งข้อสังเกตสำคัญถึงการประกาศเอกราชของ เนอดา เมียะว่า มีลักษณะเป็น ‘อนุรัฐภายใต้จินตภาพแบบมหารัฐ’ (Sub-State under Greater State Imagination) อธิบายคือในทางความเป็นจริง พื้นที่ที่ประกาศเอกราชมีขนาดเล็ก แต่ผู้นำกอทูเลพยายามประกาศอัตลักษณ์รัฐชาติที่มีขอบเขตกว้างใหญ่ คือ การเป็น ‘มหารัฐกอทูเล’ ไม่ได้มีอาณาเขตจำกัดเฉพาะรัฐกะเหรี่ยงเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงรัฐมอญ ภาคตะนาวศรี และบางส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญที่มีชุมชนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่
อาจารย์ดุลยภาคระบุว่า แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่นักปฏิวัติชาตินิยมสั่งสมมาตลอด 8 ทศวรรษ เช่น ซอ บา อู จี (Saw Ba U Gyi) ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยง โดย เนอดา เมียะ พยายามสร้างแนวคิดดังกล่าวให้เป็นโครงการใหญ่โต ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เขาอาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลักดันการจัดตั้งรัฐกอทูเลได้ แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ กลุ่มอื่นๆ จะโน้มเอียงตามแนวทางนี้หรือไม่
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ปฏิกิริยาของกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในรัฐกะเหรี่ยง เช่น กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army: DKBA) และกองกำลังพิทักษ์ชายแดนของพม่า (BGF: Border Guard Force) ที่นำโดยหม่องชิตตู จะมีท่าทีอย่างไรต่อการประกาศเอกราชครั้งนี้
ประกาศเอกราชอาจสะเทือนการเมืองเมียนมา ไทยต้องทำอย่างไร?
รศ.ดร.ดุลยภาคคาดว่า การประกาศเอกราชไม่น่ามีผลกระทบในประเด็นทางทหาร เพราะกองกำลังกอทูเลมีขนาดเล็ก แต่ที่ต้องระวังอย่างมาก คือ ผลกระทบแบบโดมินิโน (Domino Effect) ที่กระตุ้นให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีศักยภาพกว่า เช่น กองทัพอาระกัน (Arakan Army: AA) หันมาประกาศเอกราชบ้าง
กรณีดังกล่าวยังรวมถึงการสร้างรัฐว้าโดยว้าแดง ซึ่งมีผลกระทบต่อไทย เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในติดกับชายแดนไทยอย่างจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และแม่ฮ่องสอน รวมถึงปัญหามลพิษลุ่มแม่น้ำกกจากการทำเหมืองแร่หายากของจีน ทำให้ไทยต้องเตรียมนโยบายต่างประเทศรับมือ และปรับตัวเพื่อทำงานกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ดุลยภาคยังแสดงความคิดเห็นว่า กระทรวงมหาดไทยต้องเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการปกครองพื้นที่ชายแดนทั้งภาคเหนือและตะวันตก รวมถึงสร้างความเข้าใจโครงสร้างรัฐและการจัดการพื้นที่ของเมียนมาที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ หรือเขตปกครองพิเศษ เพื่อทำให้เกิดความคุ้นชินและความเข้าใจรูปแบบรัฐที่แตกต่างกัน
“แม้พื้นที่ฝั่งเมียนมาจะไม่ใช่กองทัพเมียนมาที่เข้มแข็งเพียงกองทัพเดียว โดยไม่ได้มีลักษณะเผชิญหน้ากับไทยแบบกองทัพต่อกองทัพเหมือนกรณีกัมพูชา ซึ่งเป็นกองทัพเดียวที่มีเอกภาพ แต่เมียนมาจะเป็นกองกำลังหลากหลายชาติพันธุ์ ไทยจึงจำเป็นต้องรู้ว่า ในแต่ละพื้นที่มีวัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์และรูปแบบการทหารแตกต่างกันอย่างไร” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเมียนมาทิ้งท้าย
ภาพ: Kaw Thoo Lei Army / Facebook
อ้างอิง:


