วันนี้ (4 มกราคม) กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า บริษัท BTS ได้ชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กรณีที่ตนตั้งคำถามถึงการเลือกปฏิบัติไม่ให้บริการ Rabbit Card กับนักการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เมียนมา เกาหลีเหนือ และอิหร่าน หลังจากผู้ใช้บริการชาวเมียนมารายหนึ่งถูกปฏิเสธและระงับการใช้บริการบัตรดังกล่าว
บริษัท BTS ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เกี่ยวกับระบบการให้บริการและการจำหน่ายบัตรโดยสารของรถไฟฟ้า BTS บริษัทขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า รถไฟฟ้า BTS มีหน้าที่หลักในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้โดยสารทุกคนอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล บริษัทไม่มีนโยบายเลือกปฏิบัติต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือสถานะใด ๆ ทั้งสิ้น
สำหรับการดำเนินงานด้านบัตรโดยสาร Rabbit Card ซึ่งจัดอยู่ในประเภท “ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Money)” บริษัทมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหลักเกณฑ์การแสดงตนและการรู้จักลูกค้า (KYC : Know Your Customer) ตามที่กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลกำหนด
ผู้โดยสารที่ถือบัตร Rabbit Card จึงจำเป็นต้องดำเนินการยืนยันและอัปเดตข้อมูลการแสดงตน (KYC) ให้เป็นปัจจุบัน ตามขั้นตอนการระบุตัวตนและพิสูจน์ตัวตน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อความปลอดภัยของยอดเงินคงเหลือในบัตร และเพื่อให้สามารถใช้งานบัตรได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถดำเนินการยืนยันและอัปเดตข้อมูลการแสดงตน (KYC) ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีรถไฟฟ้า BTS เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการ
ทั้งนี้ สำหรับผู้โดยสารบางกลุ่ม ซึ่งเข้าข่ายตามหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงที่กฎหมายกำหนด อาจมีความจำเป็นต้องดำเนินการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม ณ Rabbit Service Center สถานีพญาไท เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน
บริษัทขอแนะนำให้ผู้โดยสารดำเนินการอัปเดตข้อมูล KYC ในขณะที่บัตรยังมียอดเงินคงเหลือ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และเพื่อป้องกันการถูกระงับการใช้งานบัตร
สำหรับลูกค้าใหม่ บริษัทมีความจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลการแสดงตนตั้งแต่ต้น ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนได้ตามช่องทางที่บริษัทกำหนดเช่นเดียวกัน
บริษัทขอยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด และขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ เพื่อให้ระบบการให้บริการเป็นไปอย่างโปร่งใส ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
กัณวีร์ กล่าวว่า จากการชี้แจงของ BTS ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงและเงื่อนไขบริการเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ ตนอยากทราบเพิ่มเติมว่า ปปง. ให้รายละเอียดอย่างไรต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นนักการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีการเจาะจงในลักษณะนี้ แสดงว่ามีมูลเหตุใดที่ต้องกำหนดให้ยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
“อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนและผู้ใช้บริการได้พิสูจน์กันเองว่า การยืนยันตัวตนเพิ่มเติมนั้นเป็นไปในรูปแบบใด และได้รับความสะดวกหรือมีการชดเชยต่อมาตรการนี้หรือไม่ ผมยืนยันว่า มาตรการยืนยันตัวตนและการประเมินความเสี่ยง (KYC/EDD) ในระบบการชำระเงิน สามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่หลายประเทศใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงินตามกรอบกฎหมาย”
กัณวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ต้องระวังคือ มาตรการที่ทำได้ ต้องไม่ออกมาในลักษณะเลือกปฏิบัติ หรือตีตราคนเป็นกลุ่ม จนทำให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร้อน ถูกบล็อก ถูกยึดบัตร หรือถูกตัดความสะดวกในการเดินทาง ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดใด
“ผมเข้าใจดีว่า คนที่ไม่เดือดร้อนอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องถูกตั้งคำถามกับตัวตนของตัวเอง แต่สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจริง นี่คือต้นทุนชีวิตที่เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งเวลา ค่าเดินทาง ความยุ่งยาก และศักดิ์ศรี” กัณวีร์ กล่าวย้ำ


