ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-pop ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มสร้างแรงกดดันต่อแฟนเพลง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของระดับราคาเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ จากเดิมที่การชมคอนเสิร์ตถือเป็นกิจกรรมที่แม้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังพอเอื้อมถึงได้ ปัจจุบันกลับกลายเป็นภาระที่ยากเกินกำลังของแฟนจำนวนมาก
ประเด็นดังกล่าวกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา หลังการเปิดจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตรอบไฟนอลของเวิลด์ทัวร์วงบอยแบนด์ ENHYPEN ในชื่อ ‘WALK THE LINE : FINAL’ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยบัตรระดับ Sound Check ซึ่งรวมสิทธิ์เข้าชมการซ้อม มีราคา 2.2 แสนวอน (ราว 4,740 บาท) ขณะที่บัตร Meet & Greet (M&G) หรือเรียกง่ายๆ ว่า บัตรที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรได้พบปะใกล้ชิดกับศิลปิน ตั้งไว้ที่ 2.5 แสนวอน (ราว 5,451 บาท) และบัตรเข้าชมทั่วไปอยู่ที่ 1.6 แสนวอน (ราว 3,555 บาท)
เมื่อเทียบกับคอนเสิร์ตของวงในปี 2024 ราคาบัตร Meet & Greet (M&G) ปรับเพิ่มขึ้นถึง 27% ส่วนบัตร Sound Check และบัตรทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 11% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยแฟนคลับหลายรายมองว่าการปรับราคาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวชื่อคิม อายุ 20 กว่าปี ซึ่งเป็นแฟนคลับ ENHYPEN กล่าวว่า การเป็นแฟน K-pop ไม่เคยเป็นเรื่องประหยัด แต่แฟนคลับจำนวนมากยอมทำงาน เก็บเงิน และลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพื่อแลกกับโอกาสได้เห็นศิลปินที่ชื่นชอบ แต่การขึ้นราคาบัตรทำให้แฟนคลับบางส่วนรู้สึกถูกกันออกจากการรับประสบการณ์ดังกล่าว และรู้สึกว่าต้องเป็นแค่ผู้มีฐานะเท่านั้นที่เข้าถึงได้
แนวโน้มเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ ILLIT หลังประกาศทัวร์ ‘ILLIT LIVE ‘PRESS START’’ ซึ่งจะเริ่มในเกาหลีเดือนมีนาคม 2026 โดยตั้งราคาบัตร Meet & Greet (M&G) ที่ 2.5 แสนวอน (ราว 5,451 บาท) บัตร Sound Check อยู่ที่ 2.2 แสนวอน (ราว 4,740 บาท) และบัตรทั่วไปที่ 1.6 แสนวอน (ราว 3,555 บาท) ตัวเลขราคาบัตรดังกล่าวถูกมองว่าสูงเกินไปสำหรับวงที่เพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นาน
หากย้อนไปก่อนหน้านี้เพียงสี่เดือน ILLIT เพิ่งจัดคอนเสิร์ตที่ Olympic Hall ในสวนโอลิมปิกพาร์ก โดยบัตร Meet & Greet (M&G) ราคา 1.54 แสนวอน (ราว 3,318 บาท) และบัตรทั่วไป 1.1 แสนวอน (ราว 3,318 บาท) การปรับขึ้นราคาเกือบ 1 แสนวอน ในช่วงเวลาสั้นๆ ยิ่งกระตุ้นเสียงวิจารณ์ถึงทิศทางราคาคอนเสิร์ต K-pop ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเดียวกัน ศิลปินระดับแถวหน้าก็เผชิญกระแสวิจารณ์ในลักษณะเดียวกัน คอนเสิร์ต ‘BTS WORLD TOUR ‘ARIRANG’ IN GOYANG’ ซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนเมษายนปีนี้ ตั้งราคาบัตรสูงสุดที่ 2.6 แสนวอน (ราว 5,602 บาท) และบัตรทั่วไป 1.98 แสนวอน (ราว 4,266 บาท) แม้ราคาจะสูง แต่บัตรขายหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นการแสดงครบวงครั้งแรกของ BTS หลังพักกิจกรรมจากการเข้ารับราชการทหาร
ไม่เว้นแม้แต่ BLACKPINK ก็ถูกจับตามอง หลังราคาบัตรระดับสูงสุดในทัวร์รวมวงล่าสุดทะลุ 2.7 แสนวอน (ราว 5,817 บาท) แม้หลายคอนเสิร์ตจะขายดี แต่การปรับขึ้นราคาต่อเนื่องทั้งในกลุ่มศิลปินรุ่นใหญ่และหน้าใหม่ ทำให้แฟนคลับจำนวนมากรู้สึกถึงภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อราคาถูกตั้งไว้ในระดับสูงแล้ว มักไม่ปรับลดลง และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม
แหล่งข่าวในวงการบันเทิง กล่าวว่า ต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าโปรดักชัน ค่าแรง และค่าตัวศิลปินที่ปรับสูงขึ้นหลังยุคโควิด สอดรับกับความเห็นของผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทบันเทิงรายหนึ่ง เผยว่า ค่าเช่าสถานที่เพียงอย่างเดียวคิดเป็นราว 10% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ค่าอุปกรณ์ แสง สี เวที และแรงงาน โดยเฉพาะการติดตั้งในช่วงกลางคืน มีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถอธิบายโครงสร้างราคาปัจจุบันได้ทั้งหมด ในอุตสาหกรรม K-pop ที่ความสำเร็จของศิลปินผูกโยงกับพลังของแฟนคลับ การขายบัตรหมดกลายเป็นสัญลักษณ์ของความนิยม ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาสูงขึ้น เพราะมองว่าแฟนคลับที่ภักดีจะยอมรับภาระดังกล่าว
เมื่อเปรียบเทียบกับคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่โครงสร้างราคา โดยคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในต่างประเทศมักมีช่วงราคาที่หลากหลาย รวมถึงบัตรราคาต่ำที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมวงกว้างเข้าถึงได้ เช่น คอนเสิร์ตของ Doja Cat ที่โกยางเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีบัตรเริ่มตั้งแต่ 9.9 หมื่นวอน ไปจนถึง 2.5 แสนวอน
ด้านผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตเตือนว่า การพึ่งพาความนิยมของศิลปินเพียงอย่างเดียวเพื่อรองรับราคาสูง อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าของแฟนคลับ และ บั่นทอนความยั่งยืนของอุตสาหกรรม K-pop ในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในการกำหนดราคา และให้ความสำคัญกับคุณค่าของประสบการณ์การแสดงสดมากกว่าความอลังการของเวที
ชเว จองกยู ที่ปรึกษาด้านการจัดการและผู้เขียนหนังสือ Almost Everything You Need to Know About K-pop ย้ำว่า หากอุตสาหกรรมมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้นมากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาศิลปินทำงานหนักเกินขีดจำกัด สัญญาที่ไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งกับแฟนคลับที่รุนแรงขึ้น พร้อมย้ำว่า K-pop ควรถูกมองในฐานะอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างรายได้
ภาพ:Sagase48/shutterstock
อ้างอิง:


