‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้างไทย บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์รายการ “END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้” เผยแพร่ทาง THE STANDARD เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 (ถอดแนวคิดการเมือง ‘จินนี่-ยศสุดา’ เรียนรู้จากแม่ สู่สมรภูมิจริง | END GAME #148) ดำเนินรายการโดย เอก-ธนกร วงษ์ปัญญา และ ออฟ-พลวุฒิ สงสกุล

ผู้ดำเนินรายการ: ชื่อยศสุดา มีที่มาจาก สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลูกสาวคนเดียวของคุณหญิงสุดารัตน์ ในบรรดาพี่น้อง 3 คน เป็นครอบครัวนักการเมือง สมัยหาเสียงเลือกตั้งปี 2562 ไปทำข่าวแล้วมีคนมากระซิบบอกว่าคนนี้คือลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ จึงได้ถ่ายรูปจินนี่นำมาเผยแพร่เป็นคนแรก แล้วเป็นไวรัล ตอนนั้นคนเรียกคุณหญิงสุดารัตน์ว่า “แม่ยายแห่งชาติ” เมื่อคนจดจำเพราะหน้าตาดีแล้วจริงๆ รู้สึกชอบไหมที่คนจดจำแบบนี้
ยศสุดา: ตอนนั้นไปเจอกันที่แพลตตินัม ไปซับพอร์ตแม่ตอนแม่ลงพื้นที่ ส่วนเรื่องที่มีคนชื่นชอบรู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจและเป็นกำลังใจในการทำงานมากๆ อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยอยากให้มองภาพว่าพรรคเราแค่เอาผู้หญิงคนรุ่นใหม่มาโปรโมทหน้าตาเท่านั้น อยากให้ดูเนื้อหาด้วย เพราะหน้าที่ของเราคือ 1 ใน กระบอกเสียงของพรรคที่จะเอานโยบายดีๆ มานำเสนอ หรือทำให้คนสนใจบุคลากรของพรรคมากขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ: อยากให้คนจดจำอย่างไร
ยศสุดา: อยากให้จำในความตั้งใจจริงๆ ที่จะมาผลักดันองค์กรพรรคไทยสร้างไทย เพราะว่าคนอาจจะถามว่าทำไมถึงมาทำการเมือง คิดว่ามาช่วยแม่ แต่พูดด้วยความสัตย์จริงคือ เราเห็นการเติบโตของพรรคไทยสร้างไทยมาเรื่อยๆ เราเห็นความตั้งใจของทีมงานและบุคลากรในพรรค
จริงๆ ในพรรคเราเจอมรสุมเยอะมากๆ ในข่าวน่าจะเห็นกัน แต่ว่าพวกเราก็ยังยืนหยัดต่อสู้ อยากจะทำเพื่อประชาชน ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีกำลังเป็น 1 ในกระบอกเสียงก็อยากมาช่วย
ผู้ดำเนินรายการ: มีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองสำหรับตัวเองอย่างไร
ยศสุดา: อาจจะเป็นผลพลอยได้ของการเป็นลูกนักการเมือง ตั้งแต่จำความได้ตั้งแต่เด็กเราเห็นแม่ทำหน้าที่นักการเมือง เห็นแม่ลงพื้นที่ ประชุมกับคนในพรรค คุยกับประชาชน จึงเป็นอะไรที่ซึมซับมา แล้วเราเห็นตัวอย่าง
พอไปติดตามแม่ลงพื้นที่ ก็มีคนมาขอบคุณมีคนมาพูดอยากให้ช่วยทางนั้นทางนี้ ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเรามีโอกาสแล้วเรามีความสามารถมากพอในการช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ดี
ผู้ดำเนินรายการ: เสียงชื่นชมมาพร้อมกับคำวิจารณ์ เห็นคุณแม่โดนบูลลี่แล้วรู้สึกว่าอาชีพนี้น่ากลัวไหม
ยศสุดา: สิ่งนี้โดนใจมากๆ เพราะในความที่เราเห็นคุณค่าของหน้าที่ทางการเมือง เราก็เห็นข้อเสียเช่นกัน การถูกวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว
ตอนเด็กๆ เล่น facebook ก็เข้าไปดูว่าคนคอมเมนต์อะไรเกี่ยวกับแม่บ้าง แต่ด้วยความที่เขาเป็นผู้หญิง มีตำแหน่งทางการเมืองช่วงนั้น ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ เราก็จะเห็นคอมเมนต์บูลลี่เรื่องรูปลักษณ์รูปร่างคุณแม่ ตอนเด็กเราก็ไม่เข้าใจ
แม่เราก็แค่ทำงาน ทำไมต้องมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหน้าตาหรือหุ่นเขาด้วย ก็เป็น 1 ในความกังวลเพราะถ้าเรามาทำงานตรงนี้ เราอาจจะเจออะไรแบบนี้ อาจจะไม่ใช่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านการทำงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องส่วนตัวก็มี
เป็นอะไรที่สุดท้ายเราต้องทำใจ ต้องมีสติกับมัน แยกแยะให้ออกว่า ถ้าสมมติเขาวิพากษ์วิจารณ์ด้านงานจริงๆ เราเอากลับไปแก้ไข แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่เป็นเรื่องส่วนตัว เราต้องสามารถปล่อยผ่านให้ได้

ผู้ดำเนินรายการ: เห็นตัวอย่างการจัดการตัวเองของคุณแม่ไหม
ยศสุดา: แม่เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมหัศจรรย์ในมุมหนู เพราะเขาจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ดีมาก เขาเล่าให้ฟังว่าเขาสามารถปิดสวิชก่อนนอนได้ ถ้าเจอเรื่องอะไรหนักๆ มา แต่ก่อนนอนเขาขอ relax เขาแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้
จริงๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ตัวหนูเองหนูก็ยังทำไม่ได้ แต่อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่เขาทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี คงจะสั่งสมความแข็งแกร่ง เป็นวิทยายุทธ์ของเขาไปแล้ว
ผู้ดำเนินรายการ: กรณี “โดม ปกรณ์ ลัม” ดาราโพสต์ข้อความไม่เหมาะสม พาดพิงโดยตรง เห็นข่าวนี้ได้อย่างไร
ยศสุดา: ตอนนั้นมีคนส่งมาให้ดู ตอนแรกก็ไม่เชื่อเพราะสงสัยว่าเป็นการตัดต่อหรือเปล่า แต่พอได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง สิ่งแรกคือรู้สึกเสียใจ แล้วก็รู้สึกอายที่มีคนพูดถึงแบบนี้ แต่พอสักพักเราจัดการความรู้สึกตัวเอง ตั้งสติ ต้องทำอะไรต่อ หนึ่ง สอง สาม สี่
คุณแม่ถามความรู้สึกเป็นอย่างแรกว่า โอเคหรือเปล่า แม่ถามว่าจะให้แม่มาหาไหม แต่บอกแม่ว่าหนูจัดการความรู้สึกตัวเองได้
จริงๆ ก็ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงขนาดนั้นเหมือนกัน ส่วนพ่อก็โทรเข้ามาเช่นกัน ก็ตกใจกันทั้งบ้าน ไม่มีใครสบายใจกับเรื่องนี้
ผู้ดำเนินรายการ: เขาพยายามจะขอโทษ ถือกระเช้าไปที่บ้าน วันนั้นได้เจอกันไหม
ยศสุดา: โดยส่วนตัวยังไม่มีโอกาสคุยกับคุณโดมโดยตรง แต่มีที่คุณโดมทักมาผ่านคนรอบข้างว่าอยากจะเข้ามาคุย แต่ตอนนั้นแจ้งไปว่าทางพรรคจะปิดปีใหม่ ไม่มีใครอยู่ ซึ่งตอนที่คุณโดมมาก็ไม่มีใครอยู่จริงๆ ส่วนเรื่องการคุยต้องนัดแนะกันอีกที
ผู้ดำเนินรายการ: เหตุผลที่เดินหน้าใช้กระบวนการยุติธรรม โดยใช้กฎหมายใหม่ เรื่องคุกคามทางเพศ มีเหตุผลในการตัดสินใจอย่างไร
ยศสุดา: จริงๆ การฟ้องร้องหรือใช้กฎหมาย โดยนิสัยส่วนตัวของตัวเองไม่ได้เป็นคนชอบทะเลาะกับใครหรือมีเรื่องมีราวกับใคร
จริงๆ ก็ไม่ได้สบายใจมากๆ ที่จะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามองว่า เราเป็นพรรคการเมือง แล้วเราต้องยึดในหลักการ ต้องสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไทย ซึ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกใครทำหน้าที่ไหนเพศไหนก็ไม่ควรได้รับการพูดถึงแบบนี้ เราควรจะ respect กัน ก็คือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม
ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าเจอคุณโดม มีอะไรจะพูดกับเขาไหม
ยศสุดา: ก็คงจะพูดตามที่พูดกับพี่ๆ ยืนยันว่าสิ่งที่ดำเนินการไป ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกโกรธแค้นหรืออะไรส่วนตัว มองว่ามันคือการที่เราต้องสร้างบรรทัดฐานให้สังคมมากกว่า
ผู้ดำเนินรายการ: ขั้นตอนตามกฎหมายยังดำเนินต่อไปรักษากติกาปกป้องสิทธิตัวเองด้วย ส่วนการพูดคุยอื่นๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ยศสุดา: ใช่ค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ: ตอนรับสมัครสส.แบบแบ่งเขต คุณแม่หายไป กลายเป็นจินนี่ต้องมานำทัพ เกิดอะไรขึ้น
ยศสุดา: คุณแม่มีโรคประจำตัวที่อาการไม่ค่อยโอเคมาสักพัก ร่างกายไม่ค่อยเต็มร้อย เพราะที่ผ่านมาใช้ร่างกายสมบุกสมบันเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ใช้แล้ว
วันนั้นสภาพร่างกายคุณแม่ไม่ไหวจริงๆ แล้วก็ไม่ได้วางแผนให้หนูเป็นตัวแทน เพียงแต่พรรคมีอีเวนท์สำคัญ เราอยากไปซับพอร์ตพรรค
แต่อาจจะได้รับความสนใจเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ถ้าเทียบภาพของพรรคอื่นๆ คนที่มานำการสมัครอาจจะเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา นี่อาจจะเป็นภาพอะไรใหม่ๆ จึงได้รับความสนใจ
ผู้ดำเนินรายการ: การเป็นลูกนักการเมือง ลูกคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นแต้มต่อไหม
ยศสุดา: เป็นแต้มต่ออยู่แล้ว เพราะเราได้เห็นประสบการณ์ของคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ เลยเห็นมาตลอด และด้วยความที่แม่อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน ก็จะมีความรู้คำแนะนำที่สามารถถ่ายทอดให้เราได้
ผู้ดำเนินรายการ: ต้องไปลงพื้นที่เองไปหาเสียงกับชาวบ้านประชาชน รู้สึกอย่างไรบ้าง ได้รับเสียงตอบรับแบบไหนสำหรับไทยสร้างไทยรอบนี้
ยศสุดา: รู้สึกว่า หน้าที่ทางการเมือง พรรคการเมือง เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติมากๆ เพราะเราคุยกับพ่อๆ แม่ๆ ชาวบ้านเวลาไปลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด เขามาคุยกับเราแล้วเราเห็นว่าเขามีความหวังกับเราจริงๆ เขาฝากชีวิตไว้กับเราจริงๆ
ไม่ได้เหมือนเวลาเห็นคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย เพราะพอเราไปสัมผัส face to face จริงๆ เราสัมผัสได้จริงๆ ว่าเขาหวังว่าพรรคการเมืองจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้จริงๆ
เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่า ถ้าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แล้วจะอิมแพคกับชีวิตคนจริงๆ
ผู้ดำเนินรายการ: คุณแม่ตั้งพรรคไทยสร้างไทยเอง ลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2566 ประสบความสำเร็จ ได้สส. มาจำนวนหนึ่ง รอบนี้ปี 2569 คนถามว่ายังไม่หยุดอีกเหรอ ไหวเหรอ จะได้ สส.เท่าไหร่ จะได้ไหม พอฟังคำถามแบบนี้อยากตอบว่าอะไร ก่อนหน้านี้ก็มีงูเห่า ทำไมยังตัดสินใจเดินหน้า
ยศสุดา: ทุกคนอาจจะสงสัยว่าไหวหรือเปล่ายิ่งมีข่าวว่าคุณแม่ป่วย หนูมองว่าเราเริ่มที่สารตั้งต้นของพรรคไทยสร้างไทย ทั้งคุณแม่และบุคลากรที่สร้างพรรคมาด้วยกัน เราตั้งใจอยากจะทำเป็นแพลตฟอร์ม เขาชอบใช้คำว่าเป็นนั่งร้านให้คนรุ่นหลังมาทำงานการเมือง ซึ่งแน่นอนด้วยความเป็นพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหม่และอาจจะไม่ใช่พรรคที่ใหญ่มาก ต้องเจออุปสรรคอยู่แล้ว และการสร้างพรรคการเมืองที่ดี เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำ 1-2 วันจบ หรือทำ 1-2 ปีจบ แต่มีการต่อสู้ที่เยอะมากที่เราต้องฝ่าฟัน เพราะฉะนั้น อยากให้มองความตั้งใจ จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทยที่เราอยากจะสร้างองค์กรที่ดี
ถึงแม้จะเจอปัญหาเรื่องงูเห่าบ้าง หรือปัญหาอะไรต่างๆ ได้เสียงมากเสียงน้อย แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ยังยืนหยัดในความตั้งใจของเรา
ผู้ดำเนินรายการ: เลือกตั้งรอบนี้ทำหน้าที่อะไร พรรควางเป้าหมายอย่างไรจะได้ สส.กี่คน
ยศสุดา: หน้าที่หนู เป็นผู้ช่วยหาเสียง มีทั้งลงพื้นที่ สื่อสารนโยบายในทุกช่องทางให้คนเข้าใจนโยบายมากขึ้น และสนใจพรรคไทยสร้างไทยมากขึ้น เป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของพรรค
ก่อนหน้านี้มีช่วยงานหลังบ้าน ลงพื้นที่ ฟีดแบคเรื่องนโยบายมาเรื่อยๆ
สำหรับสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.
คาดหวังเหมือนทุกพรรคคือทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นตัวเลขก็ประมาณ 20-25 สส. เพราะเราอยากให้บุคลากรของเราได้ไปทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน จริงๆ ก็อยากได้โอกาสตรงนี้
ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่อายุ 26 ปี Gen Z คนรุ่นนี้มีความคิดทางการเมืองและมองพรรคการเมืองอย่างไร
ยศสุดา: ถ้ามองพรรคตัวเอง ที่มีนักการเมืองรุ่นใหญ่ มองว่าเป็นข้อดี สมมติเราอยากจะฝากชีวิตไว้กับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองพรรคไหน เราก็อยากได้คนมีประสบการณ์ที่เขาทำงานมาแล้ว เราจะรู้สึกอุ่นใจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันนอกจากนักการเมืองรุ่นใหญ่ ก็มีนักการเมืองรุ่นใหม่มาทำงานด้วยกัน รู้สึกเป็น combination ที่ลงตัว
ผู้ดำเนินรายการ: เคยรู้สึกไหมว่าความคิดผู้ใหญ่ในพรรค รวมถึงความคิดคุณแม่ ไม่ตรงกับสิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อ
ยศสุดา: ก็ต้องมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเรื่องแนวทางในการทำงานมากกว่า เพราะเรื่องนโยบายเป็นเรื่องที่เราเห็นด้วยร่วมกันว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติจริงๆ แต่ถามถึงความต่างระหว่างวัย มีอยู่แล้ว เรื่องการทำงานภายในซึ่งเป็นกระบวนการต้องปรับตัวกันไปเรื่อยๆ

ผู้ดำเนินรายการ: พรรคไทยสร้างไทย ให้บทบาท ให้โอกาสรับฟังคนรุ่นใหม่มีปากเสียงในพรรคมากน้อยแค่ไหนในการนำไปทำนโยบาย
ยศสุดา: เรื่องนโยบายเราไม่ได้ให้ความสำคัญว่าต้องเป็นรุ่นใหม่เท่านั้น หรือรุ่นใหญ่เท่านั้นที่จะมีสิทธิออกเสียงหรือมีสิทธิคอมเมนต์นโยบายหรือวิธีการของพรรค
เราก็ให้โอกาสทุกคนเท่ากันในที่ประชุม ส่วนโอกาสในการผลักดันคนรุ่นใหม่ก็มี อย่างช่วงหาเสียงช่วงนี้อาจจะเห็นสื่อของพรรคดูแปลกตา แปลกใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เราอยากผลักดันและให้เสรีภาพกับคนรุ่นใหม่ในการเลือกวิธีการสื่อสารนโยบายของเขาในแบบคนรุ่นใหม่
ผู้ดำเนินรายการ: ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ ต้องการเห็นการเมืองแบบไหน
ยศสุดา: ถ้าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ไม่เกี่ยวพรรคการเมืองไหนเลย อยากเห็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะว่าตั้งแต่เกิด จนจำความได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพเลย
จริงๆ บางครั้งเราถามเพื่อนๆ กันเอง เรางง ตอนนี้นายกฯ คือใครนะ เปลี่ยนบ่อย เราดูรายการ END GAME หรือเราดูข่าวการแย่งชิงอำนาจ การจัดตั้งรัฐบาล การเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง เราฟังผิวเผิน ก็เหมือนดูหนังดูอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายก็เศร้าเพราะหนังที่ดูคือชีวิตเรา และคนที่เล่นเกมเหล่านี้อยู่คือคนกำหนดชะตาชีวิตประเทศของเรา
เพราะฉะนั้น อยากเห็นภาพที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพสักที แล้วก็คนที่มาทำงานการเมืองยึดโยงกับประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่มาถอนทุน
ผู้ดำเนินรายการ: ทำอย่างไรให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น
ยศสุดา: ทำได้หลายวิธี คือ ต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าตอนนี้พรรคการเมืองหลายพรรคอาจจะเจอปัญหาเดียวกันกับพรรคไทยสร้างไทยที่กฎกติกาทำให้พรรคการเมืองไม่แข็งแรง ไม่มีอำนาจควบคุมคนในพรรคได้
บทบาทของประชาชนก็มีส่วน เราต้องออกไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้ง เลือกคนที่เรามั่นใจว่าเขาจะทำเพื่อประเทศชาติได้จริงๆ แล้วก็ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลหลังได้รัฐบาลแล้ว
จริงๆ พี่ๆ สื่อก็เป็น 1 ในกระบอกเสียงสำคัญ ในการทำให้การเมืองไทยเดินได้อย่างมีเสถียรภาพ
ผู้ดำเนินรายการ: ถ้า iLaw เอากระดาษมาให้กาว่า จะเห็นชอบหรือไม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะกาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
ยศสุดา: เห็นชอบ เพราะการเมืองไทยขาดเสถียรภาพมานานแล้ว และ 1 ในต้นตอสำคัญก็คือกฎกติกาที่มันอาจจะไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองแข็งแรง
ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าเดินหาเสียงแล้วโดนชาวบ้านถามเหมือนที่บางพรรคโดน ถามจะแก้รัฐธรรมนูญทำไม ทำไมไม่แก้ปากท้องก่อน ถ้าเจอคำถามนี้จะตอบอย่างไร
ยศสุดา: จริงๆ ทุกเรื่องสำคัญ แต่ว่ารัฐบาล 1 ชุดไม่ได้มีคนเดียว ไม่ได้มีแค่กระทรวงเดียว ไม่ได้มีแค่หน่วยงานเดียวที่ทำอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกอย่างทำ parallel กันได้ เรื่องปากท้องสำคัญมากๆ แน่นอน
แต่เรื่องกฎกติกาก็สำคัญเหมือนกัน เพราะถ้าเรามีนโยบายที่ดี ต่อให้เรามีนโยบายดีขนาดไหน ถ้ากฎกติกาไม่เอื้อให้คนดีไปทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพประเทศก็อาจจะเดินไปได้ในทิศทางที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่
ผู้ดำเนินรายการ: สถานการณ์การเมืองมีคำว่า “ชาตินิยม” ในช่วงนี้ที่มาพร้อมการสู้รบพื้นที่ชายแดน จินนี่มองเรื่องนี้อย่างไร
ยศสุดา: เรื่องชาตินิยมสำหรับบางคนอาจจะมองเป็นคำในแง่ลบ แต่สำหรับตัวหนู เราอยู่ในประเทศไทยเราก็ต้องรักชาติอยู่แล้ว เรื่องชาตินิยมถ้าเรามีชาตินิยมแบบถูกต้อง ไม่ได้ใช้อารมณ์แต่ใช้ด้วยเหตุผล เรารักชาติด้วยเหตุผล เป็นสิ่งที่ดีมากๆ อยู่แล้ว
แต่ว่า สิ่งที่อาจจะทำให้ไม่ค่อยสบายใจคือ เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคหรือบางกลุ่มอาจจะใช้ความรักชาติของพี่น้องประชาชนคนไทยมาตีเป็นเรื่องอารมณ์เหนือเหตุผล หรือใช้เป็นผลประโยชน์ทางการเมืองมากเกินไป มากเกินความเหมาะสมหรือควรจะเป็น ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวัง
ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่คุยกับคุณแม่อย่างไร เรื่องความซับซ้อนทางการเมือง มีเหลี่ยม มีชั้นเชิงทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ การขึ้นสู่อำนาจมีกลไกที่ซับซ้อนมาก คุณหญิงสุดารัตน์เป็น 1 ในคนที่เข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คุณแม่เคยคุยอย่างจริงจังหรือไม่ การเมืองไม่ได้มีแต่ด้านเป็นความหวังของประชาชนอย่างเดียว แต่มีด้านเทาๆ ต้องดีล ต้องต่อรอง ต้องทำในสิ่งที่เราไม่ได้เชื่อแต่จำเป็นต้องทำ
ยศสุดา: คุณแม่ไม่ได้เล่าละเอียดขนาดนั้น ตอนเราตัดสินใจมาช่วยพรรคไทยสร้างไทย เราแค่เดินไปบอกแม่ ไม่ได้ขอ แค่แจ้งให้ทราบว่าเดี๋ยวจะมาช่วยทีมคนรุ่นใหม่
แม่พูดมาประโยคหนึ่งว่า ทำการเมืองอย่างแรกนอกจากเราต้องตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติแล้ว ส่วนตัวเราต้องมีความแข็งแกร่ง เราต้องมีสติ แล้วเขาก็เป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างให้เห็นมาตลอด จึงรู้สึกว่าเราเห็นว่า การเมืองมีด้านบวก ด้านลบ ด้านยากค่อนข้างเยอะ แม่ก็ให้ 2 คำนี้ติดตัวไว้ แล้วเวลาจะดำเนินชีวิตไปสายการเมืองก็ยึดโยงกับคำนี้ เราจะได้แข็งแกร่ง
ผู้ดำเนินรายการ: ลูกนักการเมือง ถ้าไม่รักการเมืองก็เกลียดการเมืองไปเลย เพราะเห็นความวุ่นวาย เขาก็มีทางเลือกของเขา แล้วจินนี่ในอนาคตจะเป็นสส. หรือไม่
ยศสุดา: คำตอบจริงๆ เลยคือ ถ้าวันนั้นเราพร้อม ก็อยากขอโอกาสค่ะ
บางคนอาจจะบอกว่าเรียนรู้ได้ แต่สำหรับตัวหนูจะรู้สึกมั่นใจและสบายใจมากกว่าถ้าเรามีความพร้อมทั้งเรื่องการจัดการอารมณ์และการทำงานให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ เพราะตอนนี้ถ้าจะลงสมัครสส. ก็ลงได้เพราะอายุถึงแล้ว แต่มองว่าการทำงานการเมืองไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะสิ่งที่เราทำส่งผลกับชีวิตคนจริงๆ
ไม่เหมือนเราลองทำธุรกิจหรือเราลองทำโน่นทำนี่ แต่อันนี้มีผลกับคนหมู่มากจริงๆ ก็เลยอยากให้เราเก่งมากพอก่อน ดูแลตัวเองได้ก่อน จัดการตัวเองได้ก่อน
ผู้ดำเนินรายการ: ในมุมคนรุ่นใหม่ มอง 3 พรรคใหญ่ แดง ส้ม น้ำเงิน อย่างไร
ยศสุดา: เท่าที่สังเกตการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่ เท่าที่สัมผัสได้ จะไม่ได้มีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็น core หลักสำคัญขนาดนั้นแล้ว ตอนนี้ส่วนใหญ่ดูที่นโยบาย ดูที่ตัวผู้นำว่าถูกจริตกับคนไหน
เพราะจริงๆ คนรุ่นใหม่ถึงแม้อยู่ในอายุเดียวกัน แต่ไม่ได้แสดงว่าทุกคนมี mindset หรือ direction ประเทศ ที่อยากให้ไปเหมือนกัน ก็คิดว่าคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่น่าจะถัวๆ สำหรับ 3 พรรคนี้
ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าพร้อมลงสส. โดยไม่มีพรรคไทยสร้างไทยแล้ว นอกจากพรรคตัวเอง มีพรรคไหนที่รู้สึกว่าเข้ากับแนวคิดเราที่สุด ส้ม แดง น้ำเงิน
ยศสุดา: ตอนนี้ยังไม่มี ไม่ได้หมายความว่า 3 พรรคนี้หรือพรรคอื่นๆ ไม่ดี แต่ในมุมของหนู อยากทำงานการเมืองกับพรรคที่เราไว้ใจได้ เรามั่นใจ แล้วพรรคไทยสร้างไทยก็เป็นพรรคที่เราเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น เราใกล้ชิดกับบุคลากร จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมเราเลือกที่จะมาเริ่มที่พรรคไทยสร้างไทย
ผู้ดำเนินรายการ: แต่ละพรรคจะมีโจทย์แต่ละแบบ ส่วนพรรคไทยสร้างไทยมีจุดแข็งอะไรที่จะไปโกยแต้มมาเพื่อส่งคุณแม่เป็นนายกฯ
ยศสุดา: จริงๆ นอกจากเรื่องนโยบาย เรื่องบุคลากรแล้ว คิดว่าถ้าเราดูตามโพลหรือความรู้สึกของคน ตอนนี้คนยังไม่ตัดสินใจค่อนข้างเยอะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม
แต่เท่าที่เคยเห็นการเลือกตั้งที่ผ่านมา รู้สึกว่ายิ่งใกล้เลือกตั้ง คนควรจะตัดสินใจได้แล้ว หรือมีพรรคในใจกันแล้ว แต่ว่าตอนนี้จะเห็นได้ชัดว่า คนยังไม่ตัดสินใจกันค่อนข้างเยอะ สะท้อนให้เห็นว่า เราอาจจะเดินมาถึงจุดที่คนไทยไม่ได้ไว้ใจพรรคการเมืองไหนแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็โดนกันมาทุกพรรค
แต่จุดแข็งของเราคือ เราเป็นพรรคที่ไว้ใจได้ เห็นได้จากประวัติการทำงานของทั้งหัวหน้าพรรค คนในพรรคที่มีตำแหน่งทางการเมืองมายาวนานแต่ไม่ได้มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีเรื่องทุจริต
ตลอดสามสิบกว่าปีที่คุณแม่ทำงานการเมืองมา ก็ทำอย่างตรงๆ ตลอด ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นี่จึงอาจจะเป็นจุดแข็งของเราว่า ถึงแม้เราเป็นพรรคเล็ก พรรคที่ค่อนข้างใหม่ แต่เราไว้ใจได้ core ของเราคือเราซื่อสัตย์ เราจริงใจกับประชาชน
ผู้ดำเนินรายการ: จุดแข็งของไทยสร้างไทยมีแม่หน่อยกับจินนี่ ในแง่ความนิยม ตอนนี้ส่งใครเป็นแคนดิเดตนายกฯบ้าง
ยศสุดา: ท่านโภคิน พลกุล, เสธ.แมว ภราดร พัฒนถาบุตร, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
ผู้ดำเนินรายการ: มีนโยบายอะไรที่ทำให้คนจำพรรคไทยสร้างไทยได้
ยศสุดา: เป็นนโยบายที่คนอาจจะไม่ทราบว่าพรรคเรามี แต่พอไปอธิบายให้คนฟังคนจะสนใจ คือ ต้องเล่าย้อนว่าก่อนหน้านี้ได้ไปทำกิจกรรมให้คนกาว่าชอบนโยบายไหนที่สุด แล้วได้มีการอธิบายนโยบายต่างๆ 4 ข้อ ซึ่งนโยบายที่ได้รับความนิยมมากๆ คือนโยบายพักใช้กฎหมาย ใบอนุญาต ใบประกอบการต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เพราะว่าในประเทศไทยมีกฎหมายใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็นและใช้เวลานานกว่าจะผ่านการตรวจสอบเยอะมากๆ
ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก SME ต่างๆ เติบโตยาก และไม่ได้ส่งผลต่อธุรกิจเขาที่เติบโตยากเท่านั้น แต่ด้วยความที่ระบบซับซ้อนต้องใช้เอกสารเยอะ จะทำให้บางครั้งประชาชนอาจจะต้องจ่ายใต้โต๊ะ เรียกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนใต้โต๊ะมีค่อนข้างเยอะ แล้วเชื่อว่าทุกคนคงเคยประสบกับตัวเองหรือเคยได้ยินผู้ประกอบการพูดบอกว่าต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่
ทางเราก็เลยมีนโยบายว่าเราจะพักใช้กฎหมายหรือใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เอาไปแก้ก่อน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปากทำธุรกิจเติบโตได้ก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้กฎหมายนั้นใหม่
ผู้ดำเนินรายการ: กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เปิดช่องเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ เปิดร้านอาหารก็เหนื่อย เจอหลายอย่าง ต้องมีใบสัมผัสอาหาร มีนั่นมีนี่เยอะแยะไปหมด
ยศสุดา: ขั้นตอนก็จะช้าด้วย หรือบางอันเป็นมาตรฐานที่ดี แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กขนาดนั้น
ผู้ดำเนินรายการ: หาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ มองนโยบายที่โดนใจคนรุ่นใหม่มีเยอะไหม
ยศสุดา: ทางพรรคมีนโยบายตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ แต่ที่ตรงสายมากที่สุดคือนโยบายด้านการศึกษา เราสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี เรียนฟรีจริงๆ เพราะเรามองว่าคือการสร้างคน อาจจะเป็นอะไรที่ระยะยาว แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าบุคลากรในประเทศมีการศึกษา จะไม่ใช่เป็นประโยชน์แค่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่จะเป็นประโยชน์ในระดับประเทศเพราะประเทศจะพัฒนาเศรษฐกิจไปในทางที่ดีขึ้น หรือมองในมุมต่างชาติก็อาจจะ attractive มากขึ้นสำหรับต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศที่มีบุคลากรคุณภาพ
ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่สนใจเรื่องอะไร นโยบายแบบไหน
ยศสุดา: เรื่องการศึกษา เพราะเชื่อมาตั้งแต่เด็กว่า ด้วยความที่เราโชคดีที่ได้รับโอกาสจากทางครอบครัว ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี ได้รับโอกาสนี้มา ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ ถ้าทุกคนได้รับโอกาสนี้อย่างเท่าๆ กัน ก็เป็นสิ่งที่ดี
ผู้ดำเนินรายการ: มองอนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งซึ่งมี 3-4 พรรค น้ำเงิน ส้ม แดง ม่วง ต้องมีพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาล มองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร การเมืองจะดีขึ้นหรือแย่ลง
ยศสุดา: พูดแบบมีความหวัง คิดว่าในอนาคตการเมืองต้องสะอาดกว่าเดิม เพราะเวลาเราไปลงพื้นที่ เมื่อก่อนประชาชนจะมีฟีดแบคปัญหาปากท้อง ปัญหาเฉพาะพื้นที่
แต่สิ่งที่ประชาชนพูดตรงกันไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหน คือ “เอานักการเมืองโกงออกไปได้แล้ว ไปทำ ต้องทำจริงนะ” ก็รู้สึกว่าตอนนี้ทุกคนตระหนักรู้เรื่องการมีการเมืองแบบสุจริตมากขึ้น รู้สึกว่าในอนาคตไม่รู้ใกล้หรือไกล สุดท้ายแล้วแรงกดดันหรือฟีดแบคจากประชาชนจะบังคับให้วงการการเมืองต้องเปลี่ยน
ผู้ดำเนินรายการ: END GAME ที่อยากเห็นการเมืองไทย เป็นอย่างไร
ยศสุดา: END GAME ที่อยากเห็นคืออยากเห็นทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องแย่งชิงอำนาจ จะเป็นโน่นเป็นนี่อย่างเดียว จะเอาตำแหน่งอย่างเดียว แต่ว่า อยากให้ทุกคนยึดโยงกับผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ไม่อยากนั่งฟังพล็อตหนังอีกแล้วว่าคนนี้อยู่ฝ่ายนี้
หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวการเมืองเป็นเรื่องเหมือนในละครวนลูปไปมา ไม่ได้เห็นข่าวดีๆ เรื่องการพัฒนาประเทศเท่าไหร่เลย ก็เลยรู้สึกว่าอยากเห็นประเทศไทย มีข่าวเศรษฐกิจดีขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น
พูดตรงๆ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยได้ยินไทยเศรษฐกิจดี หรือไทยการเมืองดีเลย ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่สำหรับหนู 26 ปี ยังไม่เคยได้ยิน
ผู้ดำเนินรายการ: เทียบประเทศอื่น คนรุ่นใหม่บางคนอยากย้ายประเทศเลย บทสนทนากับเพื่อนแบบนี้มีไหม
ยศสุดา: ก็มี เพื่อนๆ ทุกคนอึดอัดกับการเมือง หลายคนที่แต่ก่อนติดตามการเมือง ตอนนี้เพื่อนบางคนพูดว่าเหนื่อยแล้ว เหนื่อยจะฟังแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็เล่นเกมอำนาจกันเอง ก็มีฟีดแบคแบบนี้อยู่ แต่สุดท้ายทุกคนก็ยังมีความหวังกับประเทศ แม้จะดูริบหรี่ก็ตาม แต่ถ้าเรายังอยากอยู่ในประเทศนี้อยู่ เราก็ห้ามหมดหวังค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ: หลังจากนี้จะหายไปไหนจากสนามหาเสียงเลือกตั้ง
ยศสุดา: มีหน้าที่ต้องไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่ว่าถึงแม้อยู่ที่นั่นก็จะพยายามผลักดันเรื่องการสื่อสารเรื่องนโยบายต่างๆ จากที่เรียนมา ไปเรียนปริญญาโท บริหารธุรกิจที่อเมริกา 16 เดือน แต่วางแผนจะกลับมาเรื่อยๆ ไปหาประสบการณ์ โลกเดินไปถึงไหนแล้ว
ผู้ดำเนินรายการ: ฝากพรรคไทยสร้างไทยถึงคนไทย
ยศสุดา: พวกเราเข้าใจ ปีที่ผ่านๆ มา คนไทยอาจจะเจอเรื่องอะไรมาหนักมากๆ ทุกคนคงรู้สึกเหนื่อย ทั้งกับการใช้ชีวิตส่วนตัว เหนื่อยกับการเมือง เหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจสังคม ทางพรรคไทยสร้างไทยเข้าใจดี เราขออาสา เรามีความพร้อม ทำให้คนไทยหายเหนื่อย เรามีนโยบายดีๆ ที่จะดูแลคนตั้งแต่เกิดจนแก่ มีนโยบายเรื่องปราบคอรัปชั่น เราเชื่อว่าถ้าเราได้โอกาสในการทำงาน เราจะผลักดันนโยบายดีๆ และวิธีการทำงานที่สุจริต ทำให้คนไทยหายเหนื่อย ฝากพรรคไทยสร้างไทยเบอร์ 48 ค่ะ


