×

‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2569 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ

07.01.2026
  • LOADING...
‘เจี้ยนชา’ บุกธุรกิจสปา ปั้น ‘ใจฉัน’ ปี 2559 เล็งเปิด 15-20 แห่ง ก่อนนำทั้งเครือเล็ง IPO สหรัฐฯ

จากร้านชาสู่ธุรกิจสปาและเวลเนส กลุ่มธุรกิจในเครือแบรนด์ชา ‘เจี้ยนชา’ ประกาศเปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘ใจฉัน’ แบรนด์สปาและเวลเนสสัญชาติไทย เพื่อเข้ามาเสริมพอร์ตธุรกิจเดิม และต่อยอดการเติบโตสู่การสร้าง Lifestyle Ecosystem ที่ครอบคลุมทั้งไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และเครื่องดื่ม พร้อมตั้งเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก และนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ดร. พอลลี เฮสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ถึงที่มาของแนวคิดการพัฒนา ‘ใจฉัน’ โครงสร้างธุรกิจ และทิศทางการเติบโตในปี 2569 โดยดร. พอลลีมองว่า อุตสาหกรรมสปาและเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดในประเทศไทยมีมูลค่าราว 3.5 หมื่นล้านบาท เติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก

 

แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่กระแส Longevity และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันกลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสปาและการนวดยังมีศักยภาพสูง คือการเป็นอุตสาหกรรมที่ยากต่อการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีหรือ AI เนื่องจากต้องอาศัยทักษะฝีมือของมนุษย์ ความละเอียดอ่อน และความใส่ใจเฉพาะบุคคล ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของการนวดไทยในเวทีโลก และเป็นโอกาสที่แบรนด์ไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 

จากโอกาสดังกล่าว กลุ่มธุรกิจจึงตัดสินใจพัฒนาแบรนด์ ‘ใจฉัน’ โดยทดลองเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ด้วยงบลงทุนประมาณ 7 ล้านบาท ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการพัฒนาแนวคิด ออกแบบประสบการณ์ และวางโครงสร้างธุรกิจ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี

 

หัวใจสำคัญของ ‘ใจฉัน’ อยู่ที่การออกแบบพื้นที่และบริการ โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 70% เป็นเตียง ASMR ผสานกับเตียงนวดไทยและนวดบำบัดแบบดั้งเดิมอีก 30% ครอบคลุมบริการตั้งแต่นวดไทย นวดอโรมา ประคบสมุนไพร ไปจนถึงทรีตเมนต์ผิวหน้าและหนังศีรษะ ซึ่งทั้งหมดพัฒนาจากสมุนไพรพื้นบ้านที่ปรุงสดภายในร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและยากต่อการลอกเลียนแบบ

 

ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังวางตำแหน่ง ‘ใจฉัน’ ให้เป็นร้านนวดไทยและสปาผมที่เข้าถึงได้ง่าย เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยตั้งราคาบริการเริ่มต้นที่ 590 บาท ไปจนถึงโปรแกรมพรีเมียมราว 2,000 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

การเลือกเปิดสาขาแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่ มีเป้าหมายหลักเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อีกทั้งในพื้นที่เดียวกันยังมีแบรนด์ในเครืออย่าง ‘เจี้ยนชา’ เปิดให้บริการอยู่แล้ว จึงช่วยเสริมการดึงดูดลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลังเปิดดำเนินการมาแล้วราว 6 เดือน ผลตอบรับถือว่าเกินความคาดหมาย ปัจจุบันลูกค้ากว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน, ตะวันออกกลาง และ ยุโรป ขณะที่ลูกค้าชาวไทยคิดเป็นราว 20% สะท้อนศักยภาพของการนวดไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก

 

ในด้านโครงสร้างธุรกิจ ‘ใจฉัน’ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายเชิงพาณิชย์ในระยะยาว ทั้งในรูปแบบการลงทุนเอง และ แฟรนไชส์ รวมถึงการต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้า อาทิ แชมพู, ครีมนวด และ มาสก์หน้าซึ่งเตรียมวางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ

 

สำหรับแผนในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเปิดสาขา ‘ใจฉัน’ เพิ่ม 15-20 แห่ง โดยราว 10% จะเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง ที่เหลือเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนให้ความสนใจติดต่อเข้ามาแล้ว 2-3 ราย ทั้งนี้ กลยุทธ์การเลือกทำเลจะยังเน้นพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลเป็นหลัก ก่อนขยายสู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญในระยะถัดไป

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเริ่มจาก สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างเตรียมขยายสู่ สหรัฐอเมริกา, สเปน และประเทศในอาเซียน พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบสมาชิกและ แอปพลิเคชัน เพื่อเชื่อมต่อฐานลูกค้า ระบบ CRM และการใช้บริการข้ามแบรนด์ในเครือ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร

 

ในฝั่งของ ‘เจี้ยนชา’ แบรนด์ชาผลไม้และชานม ปัจจุบันเปิดดำเนินการมาเกือบ 2 ปี และมียอดขายเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน โดยมีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 50 แห่ง และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 75 แห่ง ขณะที่ตลาดต่างประเทศได้ขยายไปยังออสเตรเลีย 2 สาขา และสิงคโปร์ 1 สาขา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี จากกลยุทธ์การเลือกทำเลและการปรับเมนูให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละประเทศ

 

ทำให้ในปี 2569 บริษัทเตรียมรุกตลาดต่างประเทศอย่างเข้มข้น ทั้งออสเตรเลีย, สเปน, สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย ผ่านโมเดล Joint Venture กับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น

 

สำหรับภาพการแข่งขัน ดร. พอลลี ยอมรับว่า ตลาดชาในประเทศไทยมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นต่างชาติสนใจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมองว่าตลาดมีช่องว่างและยังสามารถเติบโตได้ หากรักษาจุดแข็งด้านคุณภาพของสินค้า, การสร้างแบรนด์ และไม่หยุดสร้างความเคลื่อนไหวในตลาด พร้อมย้ำว่าการทำตลาดต้องเดินควบคู่ทั้งระดับ Local และ Global

 

พร้อมกันนี้ยังมองว่า การมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดช่วยขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะในประเทศที่ตลาดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งมีแบรนด์ชาระดับโลกเข้าไปทำตลาดเพียงไม่กี่สิบสาขา รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บริษัทตั้งเป้าใช้เป็นฐานการเติบโตในระยะยาว

 

อีกทั้งยังเตรียมลงทุนพัฒนาอาคาร RS เดิม ย่านลาดพร้าว ให้เป็นสาขาที่รวมแบรนด์ในเครือ ได้แก่ เจี้ยนชา, พอลลี่ ที และใจฉันสปา ไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2569

 

และในระยะยาว กลุ่มธุรกิจตั้งเป้าหมายขยายสาขาแบรนด์ในเครือ ได้แก่ เจี้ยนชา, พอลลี่ ที และใจฉันสปา ให้ได้แบรนด์ละ 1,000 สาขาทั่วโลก ภายในช่วงปี 2569-2574 และเตรียมนำธุรกิจเข้าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระดับโลก พร้อมมองหาธุรกิจร้านอาหารไทยเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ โดยยังไม่มีแผนนำแบรนด์ต่างชาติเข้ามาขยายในประเทศไทยในเวลานี้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising