ที่เส้นชัย เหล่านักวิ่งมากมายที่ไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่งกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะพาตัวเองไปให้ถึงปลายทางของการวิ่งให้ได้
เรื่องเวลาหรือสถิติไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะคิดถึงอยู่แล้วตั้งแต่ก้าวแรก มันไม่ได้สลักสำคัญอะไร ขอแค่เข้าเส้นชัย จะเมื่อไรก็เมื่อนั้น ไม่มีใครมาสนใจอะไรหรอก
แต่ที่เส้นชัยนั้นเองยังมีใครคนหนึ่งที่ยืนรอนักวิ่งเหล่านี้ด้วยแววตาที่เปล่งประกายกับรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงอาทิตย์
“ขอบคุณที่มอบของขวัญในการวิ่งให้นะ” ใครคนหนึ่งกล่าวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยอ่อน
“ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงไม่มีวันทำอะไรแบบนี้ได้” เสียงของหญิงสาวสูงวัยที่เดินผ่านเส้นชัยในระยะ 42.195 กิโลเมตร บอกกับชายคนนั้น
เขาไม่ได้พูดอะไรมาก ได้แค่ยิ้มตอบ
สำหรับ จอห์น เอฟ. ‘เจฟฟ์’ แกลโลเวย์ การได้เห็นคนธรรมดาๆ กล้าหาญที่จะออกวิ่งในการแข่งสุดทรหดด้วยวิธีการที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อทุกคน ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว
เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ชาวอเมริกันเป็นนักวิ่งระดับโอลิมปิกแต่บอกตัวเองว่าเขาเป็นนักวิ่งที่ดูเหมือนไม่เหมือนนักกีฬาโอลิมปิก
ความจริงเขาไม่ได้คิดที่จะเป็นนักกีฬาอะไร เพราะไม่ได้มีแววหรือพรสวรรค์เรื่องอะไรเลยสักนิดในตอนเด็ก
ตอนเรียนเกรด 8 เจฟฟ์เคยบอกว่าเขาผ่านการย้ายโรงเรียนมาแล้วถึง 14 ครั้ง เป็นเด็กอ้วนที่เล่นกีฬาอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง แถมยังทึ่มสุดๆ ด้วย เรียกว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเขาก็คงจะเป็นประชากรที่ไม่ได้คุณภาพสักเท่าไรของโลกใบนี้
แต่การได้วิ่งครั้งนึงที่เป็น ‘ครั้งหนึ่ง’ ของเจฟฟ์ ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตของเขาไปตลอดกาล
มันเป็นการวิ่งแบบครอสคันทรีที่ทำให้เขาค้นพบว่า การวิ่งมันสามารถช่วยจิตใจและสมองของเขาได้ การวิ่งคือความหวังของชีวิต
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขาไม่เคยหยุดวิ่งอีกเลย
จากการวิ่งในระดับโรงเรียน (และการเรียนที่ดีขึ้นเพราะสมองปลอดโปร่ง) สู่การวิ่งในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งแม้การเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยคอนเน็คติคัต จะไม่มีทีมหรือโปรแกรมการวิ่งที่เข้มข้นแต่ก็เป็นสถานที่ที่ทำให้เขารวมถึง แอมบี เบอร์ฟุต และบิลล์ ร็อดเจอร์ส อีกสองนักวิ่งครอสคันทรี และแฟรงค์ ชอร์เตอร์ ที่ซ้อมวิ่งอินดอร์ด้วยกัน – ที่ต่อมากลายเป็นมิตรแท้ชั่วชีวิต – ได้มาพบกัน
เพียงแต่แกลโลเวย์พบว่าเขารักการวิ่งแบบโรดเรซ และมันก็นำพาเขาไปสู่จุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการพัฒนายกระดับขีดความสามารถของตัวเองขึ้นมาก็ตาม
12 ปีของการวิ่งอย่างช้าๆ แต่ไม่เคยหยุดฝึกฝน แกลโลเวย์ คว้าแชมป์รายการวิ่งแรกได้ในรายการ พีชทรี 10K ในแอตแลนตา ปี 1970 ก่อนที่เขาจะเริ่มฉายแสงในวงกว้างด้วยการเข้าอันดับที่ 11 ในรายการบอสตัน มาราธอน ในปี 1971 และทำได้ดีขึ้นในปี 1972 ด้วยการจบอันดับที่ 7
โดยอีกครึ่งของชีวิตที่ไม่ใช่นักวิ่ง เขายังทำงานพาร์ตไทม์ในร้านขายแซนด์วิชไปด้วย
ก่อนที่สงครามเวียดนามจะเริ่มต้น เขาเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มคิดว่าเขาอยากจะใช้ชีวิตในฐานะคุณครู แต่อีกครึ่งใจเขายังอยากทดสอบขีดความสามารถของตัวเองในการเป็นนักวิ่งด้วย
จะไปได้ไกลถึงไหนกันนะ?
เมื่อเสร็จภารกิจรับใช้ชาติ 3 ปี เขากลับมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา ได้พบกับเพื่อนเก่าอย่างชอร์เตอร์ และแจ็ค บาชเลอร์ ในชมรม Florida Track Club ซึ่งที่นี่เอง เจฟฟ์ ผู้วิ่งสัปดาห์ละ 140 ไมล์ สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด
จนถึงวันที่เขาเข้าคัดตัวไปโอลิมปิกที่เขาสร้างตำนานบทแรกของชีวิตด้วยการวิ่งเป็น Pacer ให้กับเพื่อนรักอย่างบาชเลอร์ ที่เขาเชื่อว่าหากได้อยู่ในทีมวิ่งโอลิมปิกจะเป็นผลดี มาตลอดระยะ 10,000 เมตร ก่อนที่จะหลีกทางให้เพื่อนได้โควต้าไปแข่งโอลิมปิก 1972 ที่มิวนิค
แต่สุดท้ายเขาก็ได้สิทธิ์ไปแข่งอยู่ดี แม้จะต้องผิดหวังในการแข่งขันจริงเมื่อไม่ผ่านเข้าสู่การแข่งรอบสุดท้ายก็ตาม
ถึงอย่างนั้นเขาค้นพบอะไรบางอย่างจากการฝึกฝนที่ผ่านมา
อย่างแรกการวิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มวิ่งออกตัวด้วยความเร็วเสมอไป สำหรับเจฟฟ์เขาเลือกที่จะออกตัวอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอ เหมือนเต่าที่ค่อยๆ ย่างก้าวเพื่อไล่ตามกระต่าย สุดท้ายเขาสามารถที่จะไล่ทันนักวิ่งที่ออกตัวเร็วแต่หมดแรงได้ทัน
อย่างที่สองคือในช่วงของการคัดตัวไปโอลิมปิก ในช่วงเวลาที่เพื่อนอย่างบาชเลอร์เริ่มอ่อนล้า เขาพยายามให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา ผ่านเรื่องราวช่วงชีวิตที่ตกต่ำของตัวเอง และสิ่งนี้ช่วยทำให้เพื่อนกลับมาฮึดได้สำเร็จ
สองสิ่งนี้คือสิ่งที่เจฟฟ์ แกลโลเวย์ อยากจะทำ
เรื่องราวหลังจากนั้นคือการที่เขาได้ก่อตั้งร้านสำหรับนักวิ่ง เป็น Specialty running store ที่ชื่อ ‘Phidipides’ ซึ่งมาจากชื่อของผู้ส่งสารอันเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานนักวิ่งแห่งทุ่งมาราธอน ในปี 1973 และเริ่มทำอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับวงการวิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งกลุ่ม ชมรม การส่งต่อความรู้ การจัดการแข่งขัน และอะไรอีกหลายอย่างมากมาย
รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของชีวิต คือการคิดค้นวิธีการวิ่งแบบใหม่ที่ไม่ต้องสับ
‘Run-Walk-Run’ การวิ่งสลับเดิน สำหรับคนที่รู้สึกเหนื่อยเกินไปเมื่อต้องวิ่งอย่างต่อเนื่อง ก็ขอให้ลองวิ่งในแบบนี้
มือใหม่เริ่มจากวิ่ง 30 วินาทีแล้วสลับไปเดิน 1 นาที เมื่อเริ่มรู้สึกดีแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนเวลาในการวิ่ง ไปจนถึงระดับวิ่ง 4 นาที เดิน 1 นาที
ที่ทำแบบนี้เพราะการออกตัววิ่งอย่างรวดเร็วจะทำให้ระดับของเสียในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมันจะส่งผลเสียตามมาอีกมากมาย แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็นวิ่งสลับกับการเดินแทนร่างกายจะรู้สึกดีกว่า คุมอัตราจังหวะการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซนที่สบายได้ และที่สำคัญช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ด้วย
วิธีการวิ่งแบบนี้ – ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ‘Jeffing’ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้คิดค้น – ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย ให้เกิดความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันอีกครั้ง
เพราะการวิ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด เงื่อนไขน้อยที่สุด ข้อจำกัดไม่มี ขอเพียงแค่คุณใส่รองเท้า ผูกเชือก และออกจากบ้านแค่นั้น เพียงแต่สำหรับบางคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเพราะขาดการออกกำลังกาย หรือคิดว่าอายุมากเกินกว่าที่จะออกกำลังกาย ปัญหาใหญ่คือเรื่องของใจ
Jeffing ช่วยทลายกำแพงใหญ่นี้สำหรับผู้คน มีคนนับไม่ถ้วนที่ได้รู้จักวิธีการวิ่งแบบนี้จากเรื่องราวที่ เจฟฟ์ บอกเล่าผ่านหนังสือของเขา ซึ่งกลายเป็น ‘เพื่อนที่ปรึกษา’ ที่ดีที่สุดในการวิ่งสำหรับหลายๆ คน
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผู้คนหันมาออกวิ่งกัน โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าจะต้องวิ่งให้เร็ว วิ่งให้ไว ขอแค่วิ่งให้ไหว (ไม่ไหวก็สลับเดิน) ก็เพียงพอแล้ว มันจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของคนจำนวนมากมายมหาศาล ที่ได้ชีวิตใหม่กลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยหมดหวังกับชีวิตไปแล้ว
สำหรับเด็กอ้วนทึ่มๆ คนหนึ่งที่เคยคิดว่าชีวิตนี้ไม่น่าจะมีอะไรดีแล้ว การที่วิธีการวิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้มากมาย สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้
ไม่มียอดเยี่ยมไปกว่านี้อีกแล้ว
เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ยังคงออกวิ่งอย่างสม่ำเสมอแม้จะอายุมากขึ้น เช่นกับการพบปะผู้คน ให้กำลังใจ ด้วยรอยยิ้มและประกายในแววตาของเขา คนที่ยินดีจะเป็นผู้ให้
ก่อนที่จะตัดสินใจลงทะเบียนวิ่งในรายการสุดท้าย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
รายการวิ่งนี้เขาไปได้แค่คนเดียว ไม่มีใครไปด้วยได้
แต่มันจะไม่เหงาหรอก เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ยังส่งความคิดถึงให้ ไม่ว่าเจฟฟ์จะเดินทางไปไกลสักแค่ไหนก็ตาม


