หลังความนิยมบริโภคชาเขียวแบบผงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว เริ่มทำให้ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะขาดแคลนใบชาและเครื่องจักรแปรรูป แม้ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากจะทยอยปรับพื้นที่เพาะปลูกจากใบชาทั่วไป หรือที่เรียกว่าเซนฉะ มาสู่ใบชาสำหรับผลิตมัทฉะ เทนฉะ แต่ปริมาณผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่เครื่องจักรที่ใช้ในการบดและแปรรูปก็เริ่มขาดตลาดเช่นกัน
นาโอยูกิ ฮาชิโมโตะ ผู้อำนวยการบริษัท Maruyama Tea Products ในจังหวัดชิซูโอกะ เปิดเผยว่า เมื่อความนิยมมัทฉะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงเร่งลงทุนซื้อเครื่องบดและอุปกรณ์แปรรูป ทำให้มีกำลังผลิตปีละประมาณ 300 ตัน และส่งออกไปยังอเมริกาเหนือรวมถึงตลาดหลักอื่นๆ
แต่กำลังผลิตดังกล่าวยังไม่เพียงพอ บริษัทจึงเตรียมขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีก 100 ตันต่อปี แต่ปัญหาที่เจอตอนนี้ คือ บริษัทเริ่มขาดแคลนอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตมัทฉะ ปัจจุบันโกดังเต็มไปด้วยเทนฉะที่รอการบดเป็นผง
พร้อมอธิบายว่าขั้นตอนการผลิตมัทฉะต้องใช้สายพันธุ์ชาและวิธีการปลูกที่แตกต่างจากเซนฉะอย่างสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับ Ito En ผู้ผลิตชาเขียวรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้จัดตั้งแผนกจัดหามัทฉะโดยเฉพาะเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย ยาสุตากะ โยโกมิจิ หัวหน้าแผนก กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีโรงงานแปรรูปของตนเอง แต่จำเป็นต้องมองหาพันธมิตรภายนอกเพื่อช่วยบดใบชา โดยถึงขั้นติดต่อโรงงานโม่แป้งเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการรับจ้างแปรรูปมัทฉะ
อีกทั้ง Ito En ยังลงทุนเพิ่มเครื่องบดแบบค้อนอีก 2 เครื่องในโรงงานชิซูโอกะ ตั้งเป้ายกระดับกำลังผลิตเป็น 630 ตันต่อปี แต่บริษัทก็ยอมรับว่าอาจยังไม่เพียงพอต่อดีมานด์ตลาด ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตเครื่องบดรายเล็กอย่าง Ikeda Seicha Kikaiten ในเกียวโตก็ต้องหยุดรับออเดอร์ไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2026 เนื่องจากยอดสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมากจนทำให้ผลิตไม่ทัน
เรียกได้ว่าความต้องการมัทฉะในตลาดต่างประเทศเพิ่มสูงจนทำสถิติใหม่ โดยข้อมูลจากสภาส่งเสริมการส่งออกชาแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ปริมาณการส่งออกชาเขียวผงในช่วงมกราคม–สิงหาคม 2025 อยู่ที่ 5,162 ตัน สูงกว่าตลอดปี 2024 ที่ 5,091 ตัน และมากกว่าปี 2020 ถึง 2.1 เท่า
ขณะที่มูลค่าส่งออกชาเขียวในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 27.1 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นถึง 170% เมื่อเทียบกับปี 2020 และสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย โดยความนิยมที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากราคากาแฟที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มหันมาดื่มมัทฉะแทน
ในส่วนของภาพรวมผลผลิตเทนฉะของญี่ปุ่นในปี 2023 อยู่ที่ 4,176 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 เท่านับจากปี 2013 โดยเฉพาะจังหวัดคาโกชิมะมีผลผลิตมากกว่า 2,000 ตันในปี 2024 จากที่เมื่อ 7 ปีก่อนยังไม่มีกำลังผลิตเลย สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกเทนฉะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการพึ่งพาเซนฉะเพียงอย่างเดียวไม่คุ้มค่าอีกต่อไป และแม้ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ซัพพลายก็ยังไม่เพียงพอ
สำหรับราคาซื้อขายเทนฉะในปี 2024 อยู่ที่ 3,278 เยนต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นราว 5% ในรอบทศวรรษ และอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากทั้งความต้องการของตลาดต่างประเทศและการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทาเคโอะ สุกิตะ ซีอีโอของ Aiya บริษัทผู้ส่งออกมัทฉะรายใหญ่ ย้ำว่า ผลผลิตเทนฉะปีนี้ลดลงราว 20% จากสภาพอากาศร้อนจัดในฤดูร้อนปีก่อน ทำให้บริษัทต้องปฏิเสธคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่ทั้งในและต่างประเทศ แม้คาดว่ายอดส่งออกปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 30%
ภาพ: norikko / shutterstock
อ้างอิง:


