พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลาย คว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 316 จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ส่งผลให้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลต่อไป พร้อมนำพรรค LDP กลับมาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ หลังเผชิญภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อคืนนี้ (8 กุมภาพันธ์) ญี่ปุ่นประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยพรรค LDP คว้าที่นั่งในสภาได้มากกว่า 2 ใน 3 หรือ 316 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง เป็นไปตามการคาดการณ์ของผลสำรวจ Exit Poll ที่ระบุว่า พรรค LDP จะได้ที่นั่งเกิน 233 ที่นั่ง เพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และเป็นระดับเสียงข้างมากที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ
ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นการพลิกสถานการณ์ครั้งใหญ่ เปิดทางให้พรรค LDP ครองตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทั้งหมด ควบคุมเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ และสามารถล้มการคัดค้านร่างกฎหมายจากสภาสูงได้ หลังจากพรรคเคยสูญเสียเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งในช่วงปี 2024–2025 จนตกอยู่ในสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย
สำนักข่าว Nikkei Asia วิเคราะห์ว่า กลยุทธ์ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งแบบฉับพลัน (Snap Election) ของทาคาอิจิถือว่าบรรลุผลสำเร็จ นับเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญ เพื่อฟื้นฟูพรรค LDP ที่เผชิญความระส่ำระสาย โดยอาศัยกระแสความนิยมส่วนตัว แม้การเลือกตั้งกะทันหันจะนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องความล่าช้าในการพิจารณางบประมาณประจำปีก็ตาม
ทั้งนี้ ทาคาอิจิกล่าวผ่าน NHK ว่า เมื่อรัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายสำคัญของประเทศ เธอรู้สึกไม่สบายใจหากดำเนินการโดยไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ขณะเดียวกัน เธอยังกล่าวขอบคุณ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ส่งถ้อยแถลงแสดงความยินดี พร้อมย้ำว่า ศักยภาพของพันธมิตรสหรัฐฯ–ญี่ปุ่นไร้ขีดจำกัด
ด้าน โยชิฮิโกะ โนดะ อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำพรรคแนวร่วมปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance: CRA) ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ระบุว่า หลังจากผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการปรากฏชัด เขาจะหารือแนวทางต่อไปของพรรค พร้อมส่งสัญญาณรับผิดชอบทางการเมือง
คาดว่า รัฐบาลใหม่ของทาคาอิจิจะเร่งเดินหน้านโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือการพิจารณาระงับการจัดเก็บภาษีบริโภคอาหารในอัตรา 8% เป็นระยะเวลา 2 ปี แม้มาตรการดังกล่าวจะทำให้รายได้ภาครัฐลดลงราว 5 ล้านล้านเยนต่อปีก็ตาม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวโน้มเดินหน้าผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกอาวุธ เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และเตรียมรับมือกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ภาพ: Kim Kyung-Hoon / Reuters
อ้างอิง


