รู้สึกถึงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไหม?
เปล่า เราไม่ได้พูดถึงเรื่องของการมุ้งการเมืองหรอก เรากำลังจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับ ‘ประวัติการณ์’ ของวงการฟุตบอลประเทศหนึ่งที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา และพวกเขาเตรียมโจนทะยานไปสู่อนาคตข้างหน้าเต็มตัวในเวลานี้
เจลีก (J.League) ที่เพิ่งปิดฉากไปในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เตรียมจะกลับมาเปิดฉากกันใหม่อีกครั้ง
เพียงแต่การกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่การกลับมาแบบปกติทั่วๆ ไป แต่เป็นการกลับมาในรูปแบบพิเศษในชื่อ ‘J.League 100 Year Vision League’ ลีกฤดูกาลพิเศษที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อที่จะนำเหล่าซามูไรลูกหนังทุกคนก้าวไปสู่ ‘ยุคสมัยใหม่’
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการแข่งขันหรือรางวัล
แต่เป็น ‘วิธีคิด’ และ ‘วิสัยทัศน์’ ที่ซ่อนอยู่ในนั้น

สำหรับใครบางคนที่ได้เห็นเจลีกมาตั้งแต่วันตั้งไข่ (เช่นผม…) เคยเห็นการปรากฏตัวของซูเปอร์สตาร์ลูกหนังในวันนั้นอย่าง คาซึโยชิ มิอุระ, รุย รามอส, ซิโก้, ดราแกน สตอยโกวิช, แกรี ลีนิเกอร์, กีโด บุควัลค์, อันโตนิโอ กาเรกา ทั้งผ่านไฮไลต์การแข่งขัน ไปจนถึงการได้สวมบทบาทของพวกเขาในวิดีโอเกมฟุตบอลสุดมันทั้ง J.League Excite Stage ไปจนถึง Winning Eleven
การที่จู่ๆ มีใครสักคนบอกว่า “นี่ เจลีกมีอายุ 30 กว่าปีแล้วนะ” มันแอบน่าตกใจในการเดินทางของเวลาที่รวดเร็วอยู่นะครับ
จากจุดเริ่มต้นในปี 1993 เจลีก ผ่านการเดินทางมายาวนานพอสมควรและพวกเขาก็เดินทางมาไกลจากจุดเริ่มต้นมาก
10 ทีมแรกในวันนั้น ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างตั้งใจและเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในท้องถิ่นของแต่ละสโมสรที่ผันตัวจากการเป็นเจ้าของสโมสร มาเป็นผู้สนับสนุนสโมสรแทน และความตั้งใจจริงของบุคลากรในการจะวางแผนพัฒนาเกมฟุตบอลของชาติ
วันนี้เจลีก พัฒนาสู่การเป็นลีกฟุตบอลอาชีพอันดับต้นของเอเชีย มีสโมสรฟุตบอลอาชีพที่อยู่ในสังกัด 60 สโมสรใน 3 ดิวิชั่น (จาก J1 ถึง J3) โดยที่สโมสรเหล่านั้นต่างเติบโตอย่างเข้มแข็ง เป็นสโมสรที่ถูกปลูกด้วยความรักและจิตสำนึกของบ้านเกิด
ฟุตบอลสายอาชีพเป็นหนึ่งในยอดของ ‘พีระมิด’ ที่เคียงข้างกับฟุตบอลสายการศึกษา ที่ปัจจุบันกำลังโด่งดังและได้รับการยอมรับในระดับสูงจากความสำเร็จของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติฤดูร้อน (อินเตอร์ไฮ) และฤดูหนาว ซึ่งอยู่ในโปรเจกต์ฟุตบอล ‘DREAM’ ที่ได้รับการอัปเดตแพตช์เมื่อปี 2022 โดยมีเป้าหมายในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกภายในปี 2050
ไม่นับโปรเจกต์อื่นๆ อย่าง ‘LARGE100’ ที่ทีมชาติญี่ปุ่นสร้างชื่อเสียงอย่างมากในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย รุ่นอายุต่ำกว่า 23 ปีที่เพิ่งจบลงไปไม่นานนี้ ด้วยการสร้าง ‘พูล’ ของนักฟุตบอลแห่งอนาคตจำนวนมากให้เรียกใช้งานได้แบบไม่อั้น
สิ่งที่เราพูดถึงนี้ล้วนอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ฟุตบอล 100 ปีเจลีก (J.League 100-Year Vision) อันเลื่องลือ
และวันนี้แผนนั้นกำลังเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งเจลีกเมื่อ 33 ปีที่แล้ว

สิ่งที่เจลีกกำลังจะทำคือการเปลี่ยนแปลง ‘ปฏิทิน’ (Calendar) ของการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศใหม่ทั้งหมด
โดยปกติแล้วฟุตบอลเจลีกจะเริ่มต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีและจะแข่งขันกันยาวไปจนถึงช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยจะมีช่วงพักการแข่งขันในระหว่างฤดูร้อนที่อาจจะไม่เหมาะนักที่จะให้นักเตะลงไปแข่งในสภาพอากาศเดือดๆ รวมถึงแฟนฟุตบอลเองก็อาจจะดูบอลกันไม่สนุกเท่าไร
แต่หลังจากนี้เจลีกจะปรับตารางการแข่งขันให้สอดคล้องกับปฏิทินของชาติอื่นๆ – โดยเฉพาะในยุโรป – โดยจะเริ่มทำการแข่งขันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและไปจนที่ฤดูใบไม้ผลิแทน
คำถามที่หลายคนอยากรู้คือพวกเขาทำไปทำไม ในเมื่อที่ผ่านมา 32 ฤดูกาล แม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่การแข่งขันเจลีกก็ดำเนินการมาด้วยดีเสมอ
คำตอบคือการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเป็นการนำเจลีกเข้าสู่ ‘ยุคสมัยใหม่’ (New Era) ของพวกเขาอย่างเต็มตัว
เป้าหมายนั้นไม่ได้อยู่แค่เพียงการเลี่ยงการแข่งในช่วงฤดูร้อนไปด้วยในตัวที่ไม่เป็นผลดีต่อ Welfare ของนักกีฬา หรือความต้องการยกระดับตัวเองให้ขึ้นไปเทียบเคียงได้กับลีกระดับชั้นนำของโลกในยุโรป
แต่มันจะนำไปสู่การที่เจลีกสามารถ ‘ส่งออก’ นักฟุตบอลของพวกเขาไปยุโรปได้สะดวกและที่สำคัญที่สุดคือได้ ‘ราคาดี’ มากยิ่งขึ้น
ในความหมายคือที่ผ่านมาด้วยความที่เจลีกมีปฏิทินการแข่งขันไม่ตรงกับลีกยุโรป ดังนั้นเมื่อมีความสนใจมาจากชาติตะวันตกที่มีกำลังซื้อและแรงดึงดูดมากกว่าในเชิงของคุณภาพการแข่งขัน สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือความอิหลักอีเหลื่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ที่ผ่านมาผู้ซื้อทีมในยุโรปจะใช้ความได้เปรียบในเรื่อง ‘โอกาส’ ของนักเตะที่จะได้ไปเล่นในลีกระดับสูง ทำให้สามารถซื้อในราคาที่ค่อนข้างต่ำได้

กรณีตัวอย่างคือคาโอรุ มิโตมะ ที่ย้ายจากคาวาซากิ ฟรอนตาเล ไปไบรตัน ในพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวเพียงแค่ 2.5 ล้านปอนด์ แต่หลังจากนั้นค่าตัวทะยานขึ้นอย่างน้อย 10 เท่า
ขณะที่สโมสรภายในประเทศญี่ปุ่นที่ปั้นมานอกจากจะต้องเสียกำลังสำคัญของทีมไประหว่างทาง (เช่น ในช่วงฤดูร้อนของยุโรป ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูกาลของเจลีก) พวกเขายังสูญเสียโอกาสที่จะหารายได้อย่างงามจากผลผลิตคุณภาพดีที่ประคบประหงมมายาวนาน
ตามมุมมองของ โยชิคาซึ โนโนมูระ ประธานเจลีกคนปัจจุบันแล้ว การปรับปฏิทินการแข่งขันนั้นจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ได้อย่างมาก
“ถ้าเราทำได้ดีในด้านของธุรกิจ จากนี้อีก 20 ปีเราจะไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ความแตกต่างอย่างที่เราเจอกันในทุกวันนี้ กับ 5 ลีกใหญ่ที่อยู่ในยุโรป” โนโนมูระซังกล่าว “ที่ผ่านมาเราพยายามวางรากฐานให้ญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ที่อาจจะเคียงคู่ไปกับ อังกฤษ, สเปน, เยอรมนี หรือสหรัฐอเมริกา”
พูดสรุปง่ายๆ คือนี่เป็นกลยุทธ์ในการยกระดับราคาสินค้าส่งออก Made in Japan ของนักฟุตบอลญี่ปุ่นในตลาดโลกให้มีราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพตามความเป็นจริง
สิ่งที่จะตามมาจากนั้นคือสโมสรจะได้เงินมากขึ้น ได้เงินหมุนเวียนกลับมาในประเทศมากขึ้น เจลีกก็จะยิ่งโตขึ้นและพัฒนาขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหาหนึ่งในเวลานี้คือเจลีก ยังเป็นรองอีกหลายชาติในเรื่องการเงิน (Financial) แม้กระทั่งในเอเชียด้วยกันก็สู้ชาติทุนน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบีย หรือกาตาร์ลำบาก
สโมสรมีเงิน ลีกมีเงิน สโมสรดึงนักเตะระดับคุณภาพสูงสตาร์ดังมาได้ สโมสรพัฒนาขึ้น ลีกพัฒนาขึ้น ฟตุบอลในชาติพัฒนาขึ้น
นี่คือวิธีคิดของคนมี ‘วิสัยทัศน์’
ไม่ได้คิดอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน

อย่างไรก็ดีเจลีกไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนปฏิทินการแข่งขันแบบดื้อๆ แล้วปล่อยให้สโมสรต่างๆ เหม่อมองฟ้ากัน
พวกเขาได้เตรียมการสำหรับช่วงของการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ เอาไว้อย่างดี โดยการเปลี่ยนผ่านนั้นจะเกิดขึ้นในรายการพิเศษที่เรียกว่า ‘J.League 100 Year Vision League’ ที่ขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน
รูปแบบการแข่งขันนั้นต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ
อ่านกันดีๆ นะครับ!
1. สโมสรที่เข้าร่วมมี 20 ทีม อันได้แก่ 17 สโมสรจากเจ 1 ในฤดูกาล 2025 กับอีก 3 สโมสรน้องใหม่ที่ได้สิทธิในการเลื่อนชั้น (หนึ่งในนั้นคือ เจฟ ยูไนเต็ด 1 ใน 10 สโมสรผู้ร่วมก่อตั้งเจลีกในปี 1993 ทำให้รายการนี้มีทีมผู้ก่อตั้งครบทั้ง 10 ทีม)
2. การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 2 รอบ (Two-round system)
• รอบภูมิภาค (Regional Round)
• รอบเพลย์ออฟ (Play-Off)
3. ในรอบภูมิภาคจะแบ่งออกเป็น 2 สายคือ สายตะวันออก และสายตะวันตก สายละ 10 ทีม
สายตะวันออก:
คาชิมา แอนท์เลอร์ส
มิโต ฮอลลีฮอค
อุราวะ เรด ไดมอนด์ส
เจฟ ยูไนเต็ด ชิบะ
คาชิวา เรย์โซล
เอฟซี โตเกียว
มาชิดะ เซลเวีย
คาวาซากิ ฟรอนตาเล
โยโกฮามา มารินอส
สายตะวันตก:
ชิมิซึ เอส-พัลส์
นาโกยา แกรมปัส
เกียวโต ซังกะ
กัมบะ โอซาก้า
เซเรโซ โอซาก้า
วิสเซิล โกเบ
ฟาจาโน โอคายามา
ซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา
อาวิสปา ฟุกุโอกะ
วี-วาเรน นางาซากิ
โดยที่ทั้ง 2 สายจะแข่งขันในแบบพบกันหมดแบบเหย้า-เยือน (Home-Away) เพื่อเก็บคะแนน มีจำนวนแมตช์ทั้งหมด 180 แมตช์
4. วิธีการเก็บคะแนนแบบพิเศษ
• ผู้ชนะได้ 3 คะแนน
• ผู้แพ้ได้ 0 คะแนน
• แต่ถ้าเสมอในเกมจะต้องตัดสินด้วยการดวลลูกจุดโทษ (PK)
- ผู้ชนะการดวลจุดโทษได้ 2 คะแนน
- ผู้แพ้การดวลจุดโทษได้ 1 คะแนน
5. เมื่อจบการแข่งขันในรอบภูมิภาคแล้ว จะเข้าสู่รอบเพลย์ออฟซึ่งก็ไม่เหมือนเพลย์ออฟที่ไหนอีก
- ทีมที่จบอันดับ 1-10 ของแต่ละสาย จะพบกับทีมที่จบอันดับ 1-10 ของอีกสาย (อันดับ 1 เจอกันเอง ไล่ไปเรื่อยๆ)
- รอบเพลย์ออฟก็ยังแข่งกันแบบเหย้า-เยือน แต่ไม่มีการดวลจุดโทษแล้ว จะนับผลรวมประตูได้เสียกันทีมไหนมากกว่าชนะ แต่หากเท่ากันจะให้มีการต่อเวลาพิเศษครึ่งละ 15 นาที โดยที่ถ้ายังเสมอกันอยู่จะดวลจุดโทษตัดสินกัน
- ผู้ชนะของการเจอกันระหว่างคู่ทีมอันดับ 1 จะได้ที่ 1 ส่วนผู้แพ้จะได้ที่ 2 หลังจากนั้นจะไล่ไปเรื่อยๆ (ผู้ชนะการเจอกันของคู่ทีมอันดับ 2 ได้ที่ 3 ผู้แพ้ได้ที่ 4) ไปจนครบ 20 อันดับ
- อันดับในท้ายที่สุดมีผล! เพราะมีรางวัลใหญ่
- ผู้ได้อันดับ 1 หรือแชมป์จะได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก อีลีท (AFC Champions Leaue Elite) ซึ่งเป็นโควตาที่สงวนมาจากการแข่งขันเจลีก ฤดูกาล 2025 ที่ลดโควต้าเหลือแค่ 2 ทีมที่ได้แชมป์และรองแชมป์ (คาชิมา แอนท์เลอร์ส และคาชิวา เรย์โซล)
- แต่ถ้าทีมที่ได้แชมป์ของ ‘J.League 100 Year Vision League’ เป็นทีมที่ได้โควต้าอยู่แล้ว (คาชิมา หรือคาชิวา) สิทธิ์จะถูกส่งต่อให้กับทีมอันดับต่อไปคืออันดับที่ 3 จากเจลีก ฤดูกาล 2025 (เกียวโต ซังกะ)
6. นอกจากรางวัลใหญ่ในการได้ไปแข่งระดับทวีปสำหรับทั้ง 20 ทีมแล้ว เงินรางวัลในรายการนี้ก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
รอบภูมิภาค
- ผู้ชนะใน 90 นาที ได้เงินรางวัล 6 ล้านเยน
- ผู้ชนะในการดวลจุดโทษ ได้เงินรางวัล 4 ล้านเยน
- ผู้แพ้ในการดวลจุดโทษ ได้เงินรางวัล 4 ล้านเยน
รอบเพลย์ออฟ
- ทีมชนะเลิศอันดับ 1 ได้เงินรางวัล 150 ล้านเยน
- ทีมอันดับ 2 ได้เงินรางวัล 60 ล้านเยน
- ทีมอันดับ 3 ได้เงินรางวัล 30 ล้านเยน
รวมเงินรางวัลการแข่งขันทั้งหมดในรายการพิเศษนี้อยู่ที่ 1,100 ล้านเยน (221 ล้านบาท)
7. ไม่มีการตกชั้น ทุกทีมจะได้แข่งขันในเจลีกยุคใหม่ ฤดูกาลใหม่ 2026/27 ที่จะเริ่มต้นในเดือนสิงหาคม (และมีหยุดพักช่วงฤดูหนาวกลางเดือนธันวาคม)
อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะพอมองเห็นภาพใหญ่ของฟุตบอลญี่ปุ่นในอนาคต ที่เห็นได้ชัดว่าถึงแม้พวกเขาจะไปได้ไกลมากแล้ว แต่ก็ยังต้องการที่จะยกระดับฟุตบอลในประเทศต่อผ่านเครื่องมือที่ยั่งยืนที่สุดอย่างการแข่งขันลีกฟุตบอลอาชีพภายในประเทศ
ผ่านวิธีการคิด วิธีการมอง การใส่ใจ ให้ความสำคัญ แบบชาติที่มีวิสัยทัศน์
น่าสนใจมากครับว่าหลังจากการเข้า ‘ยุคสมัยใหม่’ ในปีนี้แล้ว ญี่ปุ่นจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่พวกเขาตั้งใจแค่ไหน แต่จากสิ่งที่เห็นตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา
ไม่มีคำว่าแย่ลง มีแต่คำว่าดีขึ้นและดีขึ้นและดีขึ้นเท่านั้น
อ้างอิง
- https://www.jleague.co/special/2026specialseason/j1/
- https://www.japantimes.co.jp/sports/2026/02/04/soccer/j-league/100-year-vision-league-preview/
- https://en.wikipedia.org/wiki/2026_J1_100_Year_Vision_League
- https://www.insideworldfootball.com/2025/12/16/j-league-revamps-season-follow-european-season-will-play-cut-comp-kick-off-2026/


