เสียงกู่ร้องดังขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและแตกร้าว
“ช่วยชีวิตเด็กสาวเหล่านี้ด้วย”
คนที่กู่ร้องขอเหล่านี้ไม่ได้เป็นใครที่ใกล้ชิด พวกเขาเป็นแค่แฟนฟุตบอลธรรมดาที่เข้ามาติดตามชมและเชียร์ในสนามธรรมดาๆ แต่เมื่อในใจตระหนักว่าเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายของเกมการแข่งขันแล้ว โชคชะตาของเหล่าเด็กสาวที่มาพร้อมกับความหวังและความฝันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
มันเป็นไปได้ถึงการที่พวกเธออาจจะไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจเมื่อกลับถึงบ้าน
เกิดอะไรขึ้นที่ออสเตรเลีย และจะเกิดอะไรขึ้นกับเหล่านักเตะสาวน้อยทีมชาติอิหร่าน?
นับจากระเบิดลูกแรกที่ถล่มกรุงเตหะราน ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป
อย่างที่ทุกคนรับรู้ว่าขณะนี้เกิดสงครามที่รุนแรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่กำลังส่งผลกระทบไม่เพียงแค่ในอิหร่านหรือประเทศใกล้เคียงในแถบอาหรับ แต่ผลกระทบกำลังจะทวีความรุนแรงถึงชีวิตของผู้คนทั่วโลก
เพียงแต่สงครามครั้งนี้มีความอ่อนไหวและเปราะบาง มีเส้นคั่นตรงกลางระหว่างความรู้สึกที่ทำให้เป็นการยากที่จะบอกว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด
โดยเฉพาะกับชาวอิหร่านผู้เป็นเหยื่อของสงครามเต็มรูปแบบ แต่ในความรู้สึกของผู้คนจำนวนไม่น้อยพวกเขาและเธอมองว่าการสิ้นสุดยุคสมัยของอายะตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตที่ดีกว่า
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจในการแข่งขันฟุตบอลหญิง เอเอฟซี วีเมน เอเชียน คัพ 2026 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งความจริงก็เป็นเพียงแค่รายการแข่งขันฟุตบอลธรรมดารายการหนึ่งของแม่สาวยอดนักเตะแห่งเอเชียทั้งหลาย
แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภายในประเทศทำให้ภายในอิหร่านจับตามองการแสดงออกของพวกเธอมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญของการแสดงความภาคภูมิใจในชาติของตัวเองอย่างการร้องเพลงชาติก่อนเกม
ปรากฏว่ามีภาพของนักเตะทีมชาติอิหร่านที่ปฏิเสธจะร้องเพลงชาติของพวกเธอในเกมเปิดสนามที่พบกับออสเตรเลียในวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาลที่ตลอดมากดขี่สิทธิสตรีในประเทศอย่างร้ายกาจมายาวนาน
อย่างไรก็ดีมันย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย การที่พวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติทำให้ถูกสื่อฝ่ายรัฐบาลในประเทศประณามอย่างรุนแรง

“นี่คือพวกคนทรยศชาติแม้ในยามสงคราม”
ข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงและรุนแรงอย่างมาก ไม่ต่างอะไรจากห่ากระสุนและมิสไซล์ที่ถล่มเตหะรานอย่างไม่ลืมหูลืมตา
และมันอาจมีส่วนในการที่ทำให้พวกเธอกลับมาร้องเพลงชาติในการลงสนามอีก 2 นัดต่อมา แต่ก็ถูกจับตามองว่าสีหน้าและอาการอาจจะดูไม่ได้เต็มใจเท่าไรนัก
เป็นไปได้ที่อาจจะถูกกดดันหรือกระทั่งข่มขู่เพื่อให้แสดงออกในสิ่งที่ไม่ต้องการทำ
เรื่องที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนามอีกต่อไป
เพราะหลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย สิ่งที่อาจรอพวกเธออยู่คือ “ความตาย”
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลังจบเกมการแข่งขันจะมีกลุ่มแฟนฟุตบอลที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กสาวเหล่านี้ ซึ่งจับภาพได้ขณะอยู่บนรถบัสที่เดินทางกลับที่พักว่าบางคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วยสีหน้าที่สิ้นหวัง
แฟนบอลบางคนถึงขั้นยอมเอาตัวขวางรถเพื่อไม่ให้ไปเลยทีเดียว
ก่อนที่เสียงเพรียกจะดังขึ้นอีกจากหลายมุมของโลก แม้กระทั่ง เจ.เค. โรวลิง ผู้ประพันธ์วรรณกรรมเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Harry Potter เองก็ออกมาร่วมเรียกร้องขอให้ช่วยปกป้องเด็กสาวเหล่านี้ ให้ความปลอดภัยที่พวกเธอต้องการอย่างที่สุด
ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้นภายหลังจากจบเกมที่อิหร่านพ่ายแพ้ต่อฟิลิปปินส์และหมายถึงการที่พวกเธอได้เวลาต้องกลับบ้าน
แม้จะเป็นผู้กดปุ่มเริ่มสงครามแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังมีความกังวลมากพอที่จะส่งสัญญาณถึงรัฐบาลออสเตรเลียว่าการบังคับให้นักเตะอิหร่านชุดนี้เดินทางกลับบ้าน อาจจะหมายถึงการส่งพวกเธอไปตาย
“มันจะเป็นความผิดพลาดทางมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง” ทรัมป์กล่าว ก่อนจะบอกต่อว่า “ถ้าพวกคุณไม่ช่วย พวกเราอาจจะช่วยเอง”
ประเด็นละเอียดอ่อนคือหากต้องการที่จะลี้ภัย ผู้นั้นต้องแสดงความประสงค์ด้วยตัวเอง และตามกฎหมายของออสเตรเลียนั้นอาจจะต้องถูกคุมตัวหรือถูกสั่งให้อาศัยในเกาะที่ห่างไกล
ที่สำคัญคือมันอาจจะหมายถึงการที่พวกเธอจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีกแล้ว
ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานนัก ทรัมป์ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการหารือกับแอนโธนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่เหล่านักเตะทีมชาติอิหร่าน โดยทางรัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่าพร้อมที่จะขยายความช่วยเหลือที่จำเป็นให้ รวมถึงการให้สิทธิ์ผู้ลี้ภัยแก่นักฟุตบอลเหล่านี้ด้วยหากต้องการ
“ความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้”
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่สำคัญและมีความหมาย ที่สำคัญที่สุดคือรวดเร็ว
ไม่กี่ชั่วโมงหลังการหารือกันของสองฝ่าย ความช่วยเหลือได้เดินทางถึงที่พักของนักเตะอิหร่านในเมืองบริสเบนทันทีโดยมีนักฟุตบอล 5 รายที่ร้อขอสถานะผู้ลี้ภัย หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับทางด้านเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ทั้ง 5 คนจะถูกพาตัวจากแคมป์ของทีมไปยังที่ปลอดภัย
“พวกเธอจะปลอดภัยที่นี่ และอยากให้พวกเธอรู้สึกว่าเหมือนอยู่ที่บ้านที่นี่”
เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายแห่งชาห์คนสุดท้ายของอิหราน ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองเช่นกัน เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กสาวเหล่านี้เปิดเผยว่าตอนนี้ทัง 5 ซึ่งประกอบไปด้วย ฟาตีมาห์ พาซานดีเดห์, ซาห์รา กันบารี, ซาห์รา ซาร์บาลี, อาเตฟาห์ รามาซันซาเดห์ และโมนา ฮามูดี ได้เข้าร่วมกับองค์กร Lion and Sun Revolution ด้วย
แล้วคนที่เหลือ?
ทางการออสเตรเลียยืนยันว่าความช่วยเหลือในแบบเดียวกันยังรออยู่เสมอ และพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาทันที ซึ่งทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า “คนที่เหลือกำลังจะตามไป”
แต่ล่าสุดตามรายงานจากสื่อต่างประเทศในขณะที่จิ้มแป้นคีย์บอร์ดอยู่นี้ – แม้จะมีความพยายามขัดขวางมากสักแค่ไหน – รถบัสของนักเตะทีมอิหร่านได้ออกจากโรงแรมที่พักเดินทางมาถึงสนามบินโกลด์โคสต์แล้ว
รถถูกนำมาจอดไว้ด้านหลังของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ไกลจากสายตาของผู้คน ถึงอย่างนั้นก็มีสื่อที่สังเกตเห็นว่ามีผู้เล่นที่เดินลงจากรถเข้าไปยังภายในอาคารผู้โดยสาร โดยในอาคารนั้นมีสื่อและผู้ประท้วงจำนวนหนึ่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ล้อมอาคารไว้
ถ้าเปรียบเป็นเกมฟุตบอล นี่คือช่วงทดเวลาบาดเจ็บแล้ว
ประตูในช่วงเวลานี้อาจหมายถึงประตูที่นำชัยชนะและเกียรติยศความยิ่งใหญ่มาสู่ทีมและทุกคนได้
แต่สำหรับพวกเธอเหล่านี้ มันคือนาทีของชีวิต
ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกเธอเหล่านี้คิดอะไร ต้องการอะไร อยากได้ความช่วยเหลือไหม หรืออยากจะกลับบ้าน
ไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด
แต่บางครั้งและบางครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดบนโลกใบนี้อาจไม่มีอะไรมากกว่าการรักษาชีวิตเอาไว้ และหวังว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พวกเธอจะปลอดภัยไม่เป็นอันตราย


