สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลาง แต่กำลังส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงไปยังระบบเศรษฐกิจทั่วโลก
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่ ‘ราคาน้ำมันพุ่ง’ หรือ ‘ตลาดที่ผันผวน’ แต่คือการเปิดฉากของสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า ‘พายุไฟทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomic Firestorm)’ ซึ่งก่อผลกระทบพร้อมกันทั้งในด้านพลังงาน การเงิน ความมั่นคงทางอาหาร และห่วงโซ่อุปทาน
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations : CFR) เผยแพร่ความคิดเห็นจากหลายนักวิเคราะห์ซึ่งชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้อาจเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง’ ของระบบเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบระยะสั้น
สถานการณ์สงครามและการปิดเส้นเลือดพลังงานโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ถูกจับตามองว่า อาจจะยืดเยื้อและก่อผลกระทบที่ลุกลามและยาวนานกว่าที่หลายคนคิดไว้ ในขณะที่ทางเลือกของสหรัฐฯ ที่จะลดระดับความขัดแย้งก็เหลือน้อยลงทุกที
ช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤตพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หัวใจของวิกฤตครั้งนี้ อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวด (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดของตลาดพลังงานโลก โดยที่ผ่านมามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลส่งผ่านเส้นทางเดินเรือนี้ทุกวัน
เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน (Edward Fishman) นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาภูมิเศรษฐกิจมอริซ อาร์. กรีนเบิร์ก ของ CFR ชี้ว่า สงครามอิหร่านได้ก่อให้เกิดสิ่งที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เรียกว่า ‘การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก’
การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบที่หายไป ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากประมาณ 65 ดอลลาร์ในช่วงที่เริ่มต้นสงครามเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ช่องแคบไม่ได้ถูกปิดด้วยทุ่นระเบิดหรือการปิดล้อมทางทะเล แต่อิหร่านใช้โดรนและอาวุธราคาถูกอื่นๆ โจมตีเรือกว่าสิบลำ ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเรือพาณิชย์กว่าหนึ่งร้อยลำที่แล่นผ่านช่องแคบในแต่ละวัน โดยการโจมตีไม่กี่ครั้งก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลทั่วโลก
การแก้ไขปัญหานี้ สำหรับรัฐบาลวอชิงตันไม่มีทางเลือกใดที่ง่าย โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรใน IEA ได้ประสานงานการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จำนวน 400 ล้านบาร์เรลใน 120 วัน หรือเท่ากับเพียงประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังน้อยกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ช่องแคบฮอร์มุซมาก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียชั่วคราว โดยหวังว่าจะเพิ่มอุปทานน้ำมัน แม้ว่าการกระทำนี้จะทำให้มอสโก กลับมามีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่ก็ยังแทบไม่มีผลกระทบในทางบวกต่อราคาน้ำมันโลก
ฟิชแมน ชี้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตน้ำมันจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง แต่ก็จะทำให้วอชิงตันเหลือทางเลือกที่ไม่น่าพึงประสงค์แค่ 2 ทาง คือ
1.โน้มน้าวให้เตหะรานเปิดช่องแคบอีกครั้ง ซึ่งจะต้องมีการประนีประนอมที่ยากลำบาก
2.ยกระดับสงครามต่อไป ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเรือรบและอาจต้องส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไป
Oil Shock จากสงครามในอิหร่านเพิ่งเริ่มต้น
แบรด ดับเบิลยู. เซตเซอร์ (Brad W. Setser) นักวิจัยอาวุโสของโครงการวิทนีย์ เชพาร์ดสันของ CFR ชี้ว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการขนส่งน้ำมันที่หยุดชะงักลง ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอ่าวอาหรับมีทางเลือกน้อยลง
โดยแม้ว่าซาอุดีอาระเบีย จะสามารถใช้วิธีส่งน้ำมันผ่านท่อได้วันละ 2 ล้านบาร์เรลหรืออาจมากถึง 4 ล้านบาร์เรล แต่โลกก็ยังขาดแคลนน้ำมันอีกเกือบ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันจากประเทศในอ่าวอาหรับ
รอรี่ จอห์นสตัน (Rory Johnston) จาก Commodity Context ประเมินว่า ประเทศในอ่าวอาหรับอาจมีการปิดบ่อน้ำมันมากถึง 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหมายความว่าบ่อน้ำมันปิดตัวลงเนื่องจากไม่มีที่เก็บน้ำมัน
ทั้งนี้ แม้จะมีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะไม่ทำให้น้ำมันประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั่วโลก หายไปจากตลาด
จอห์นสตัน ชี้ว่า โดยทั่วไปแล้ว การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้การบริโภคน้ำมันลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการคำนวณคร่าวๆ นี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานจะยิ่งผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และอาจสูงถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ช่วงก่อนสงคราม ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
พูดง่ายๆ คือ มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน ว่าวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งนี้จะยังไม่จบสิ้น และยังมีความปั่นป่วนที่สำคัญในตลาดก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ฮีเลียม และตลาดก๊าซธรรมชาติเหลวด้วย
ส่วนประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ก็จะไม่รอดพ้นจากวิกฤตน้ำมันเหล่านี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะสามารถผลิตน้ำมันได้มากพอๆ กับที่บริโภคทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากครัวเรือนอเมริกันส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคน้ำมัน และโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันบริโภคน้ำมันในแต่ละวันมากกว่าชาวยุโรปหรือชาวจีน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จึงต้องดึงเงินออมมาใช้เพื่อรักษาระดับการบริโภคโดยรวม หรือลดการบริโภคสินค้าอื่นๆ ลง
โดยจอห์นสตัน มองว่า การประเมินอย่างสมเหตุสมผลคือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
จากวิกฤตพลังงาน สู่ความมั่นคงทางอาหาร
ไมเคิล เวอร์ซ (Michael Werz) นักวิจัยอาวุโสของ CFR ที่มุ่งเน้นการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอพยพ และประเทศกำลังพัฒนา มองว่า “ผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในตะวันออกกลางและหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงในไทยและอาเซียน จะยิ่งลุกลามไปทั่วโลกจากวิกฤตอาหารที่รุนแรงขึ้น” เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางสำหรับขนส่งอาหารและปุ๋ยทางการเกษตรที่สำคัญอีกด้วย
ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมกันแล้วมีประชากรมากกว่า 60 ล้านคน มีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อวิกฤตอาหาร เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด เช่นนำเข้า ข้าว 77% ข้าวโพด 89% ถั่วเหลือง 95%และน้ำมันพืช 91 เปอร์เซ็นต์
ข้อมูลของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะในลอนดอน ชี้ว่าการหยุดชะงักใดๆ ต่อห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในทันที
ในอิหร่าน อัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาอาหารเพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ในรอบปีที่ผ่านมา โดยราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้น 7 เท่า ในขณะที่ราคาถั่วเลนทิลเขียวและน้ำมันพืชพุ่งขึ้น 3 เท่า
มีแนวโน้มว่า เส้นทางการขนส่งทางบกใหม่ๆ จะเปิดขึ้น ทำให้รัสเซีย ซีเรีย และตุรกีอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์เหนืออุปทานที่สำคัญ ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย โดยปกติจะนำเข้าผ่านท่าเรือทะเลแดง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอย่างมากจากการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตี ในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
ทั้งนี้ เมื่อกิจกรรมการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ก็จะกระทบต่อการส่งออกปุ๋ยไปยังทั่วโลกด้วย โดยที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ มีการพึ่งพาประเทศในอ่าวอาหรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชดเชยการส่งออกปุ๋ยที่หายไปจากสงครามของรัสเซียในยูเครน และจีนที่มีการเพิ่มข้อจำกัดการส่งออกมากขึ้น
ขณะที่ประมาณ 1 ในสี 4 ของการผลิตปุ๋ยทั่วโลกถูกส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหมายความว่าราคากำลังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในตะวันออกกลาง ราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง พุ่งสูงขึ้นถึง 19% ในหนึ่งสัปดาห์
อิหร่านเล็งเป้า Data Center หัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ
ด้าน คริส แม็กไกวร์ (Chris McGuire) นักวิจัยอาวุโสด้านจีนและเทคโนโลยีเกิดใหม่ของ CFR ชี้ว่า การโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ได้มุ่งเป้าไปที่ Data Center เชิงพาณิชย์ และทำให้ Data Center 2 แห่งของ Amazon ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีก 1 แห่งในบาห์เรนได้รับความเสียหาย
การโจมตีดังกล่าว ยังทำให้บริการดิจิทัลหยุดชะงักเป็นวงกว้างใน UAE รวมถึงธนาคารของประเทศด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพอิหร่านเล็งเป้าหมายไปที่ Data Center ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมาก
โดยการโจมตีเหล่านี้ ยังเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนพื้นฐานในแผนการที่จะรวมโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกไว้ในภูมิภาคที่มีความผันผวนมากที่สุดแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน เคยเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20 แต่ในศตวรรษที่ 21 Data Center ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ AI Data Center ที่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาและใช้งานโมเดล AI ขั้นสูง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตระหนักถึงอิทธิพลที่ลดลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมน้ำมัน และกำลังลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพื่อเป็นรากฐานของเศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน โดยมีความพยายามสร้าง AI Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก
แต่แม็กไกวร์ กล่าวว่า “การโจมตีที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสัญญาณความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมาก” โดยเฉพาะสำหรับบริษัทสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพา Data Center ที่มีมูลค่าสูงหลายหมื่นล้านดอลลาร์
เขามองว่า ตราบใดที่โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านยังคงเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค การสร้าง AI Data Center ในตะวันออกกลางก็จะมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักและการถูกทำลาย ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญในการพิจารณาลงทุน และอาจเป็นเหตุผลที่ถูกใช้ประกอบการตัดสินใจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ในการอนุมัติใบอนุญาตให้สร้าง AI Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศอ่าวอาหรับโดยใช้ชิปของสหรัฐฯ
ภาพ : REUTERS/Amr Alfiky/File Photo
อ้างอิง :


