×

เปิดฉากทัศน์สงครามอิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันจ่อทะลุ 100 ดอลลาร์ กระตุ้นเงินเฟ้อ ฉุดเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน?

02.03.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทย พร้อมข้อความ 'อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันจ่อพุ่ง 100 ดอลลาร์ หุ้นไทยกระทบแค่ไหน?'

วันนี้ (2 มีนาคม 2569) ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย หลังสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการร่วมโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ‘ปฏิบัติการมหาพิโรธ (Operation Epic Fury)’ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครอง อาวุธนิวเคลียร์ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม มีรายงานยืนยันว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านวัย 86 ปี เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศดังกล่าว

 

โดยช่วงเปิดตลาดเช้านี้ หุ้นเอเชียปรับลดลง ตาม S&P 500 Futures ส่วนหุ้นไทย SET ปรับลดลง 30 จุด ในช่วงเช้า (2 มีนาคม) หลุดแนวจิตวิทยา 1,500 จุด หลังจากบวกมา 7 สัปดาห์ติดต่อกัน ก่อนจะเพิ่มช่วงลบไปที่ 61.75 จุด ลงไปปิดตลาดที่ 1,466.51 จุด

 

ด้านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดอลลาร์ฯ แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักกลุ่ม G-10 เกือบทั้งหมด จากกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ด้านราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ และน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นมากกว่า 8%

 

THE STANDARD WEALTH สรุปฉากทัศน์สงครามอิหร่าน หลังผู้นำสูงสุดถูกสังหาร ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นแค่ไหน ตลาดหุ้นไทยน่ากังวลไหม?

 

บทวิเคราะห์จาก The Financial Times มองว่า การเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ พร้อมสังหารผู้นำสูงสุด ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวของลัทธิอิสลาม อาจทำให้เกิดความโกลาหล ต่อระบอบการปกครองภายในที่ซับซ้อน ลุกลามไปสู่สงครามระดับภูมิภาค ในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโต้กลับฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักคิดเป็น 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดไปเรื่อยๆ ทำให้น้ำมันขาดตลาด จนราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เหตุการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นเงินเฟ้อทั่วโลกให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลัก และเป็นอุปสรรคต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซา ซ้ำร้ายความไม่แน่นอนที่เพิ่ม อาจซ้ำเติมบรรยากาศการค้า-การลงทุน ทำให้การตัดสินใจต้องชะลอออกไปอีก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อธุรกิจทั่วโลก

 

อิหร่านครองช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ฉุดเศรษฐกิจโลก

 

ทั้งนี้ The Financial Times ได้ประเมินผลกระทบราคาน้ำมัน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ออกเป็น 2 ฉากทัศน์

 

ฉากทัศน์ที่ 1 ปิดช่องแคบเต็มรูปแบบ

 

คาดว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 12% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

 

ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบบางส่วน

 

ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุดในปัจจุบัน โดยตัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านออกไป ในกรณีนี้ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นสู่ระดับ อย่างน้อย 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทั้งนี้ Ajay Rajadhyaksha หัวหน้าฝ่ายวิจัยตราสารหนี้และสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อค้ำประกัน ของ Barclays กล่าวว่า

 

“ทุกๆ ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง จะฉุดรั้งการเติบโต ทางเศรษฐกิจลง 0.1-0.2% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวอยู่ที่ระดับนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง”

 

สงครามยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ฉุด SET ดิ่ง 3-5%

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติ ตะวันออกลางรอบใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย

 

ฉากทัศน์ที่ 1 การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) มองฝ่ายสหรัฐฯ ประกาศชัยชนะ

 

ราคาน้ำมัน: ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้

 

ตลาดหุ้นไทย: SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาด ปรับลงราว 15-50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1,530 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัด จากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้น ที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูง สามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop

 

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

 

ราคาน้ำมัน: ระยะสั้นคาด Brent ปรับขึ้นมากกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

 

ตลาดหุ้นไทย: SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว 50-75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1,318-1,506 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน: กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP, PTT, BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL, TTA, RCL, PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC, TRUE, BEM, CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และตราสารหนี้ระยะสั้น

 

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ

 

ราคาน้ำมัน: ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด Brent ปรับขึ้นมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย

 

ตลาดหุ้นไทย: SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว

 

75 -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1100 จุดเพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้

 

กลยุทธ์การลงทุน: แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories