อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำทั่วตะวันออกกลาง หากสหรัฐอเมริกาเดินหน้าโจมตีระบบโครงข่ายไฟฟ้าตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และมีความผิดในฐานอาชญากรรมสงคราม
เมื่อวานนี้ (22 มีนาคม) โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานสภาอิหร่านโพสต์ข้อความบน X ว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ระบบพลังงานและโรงกลั่นน้ำทะเล คือเป้าหมายโจมตีที่ ‘ชอบธรรม’ หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกศัตรูโจมตี
ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามระบุว่า เตหะรานจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงกลั่นน้ำทะเลของสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า หากทรัมป์ทำตามคำขู่จริง ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดอย่างสมบูรณ์ และไม่เปิดอีกจนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายจะสร้างใหม่
ด้าน มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวว่า ภัยคุกคามและความหวาดกลัวจากภายนอกมีแต่จะทำให้ความเป็นเอกภาพของอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่แนวคิด ‘ลบ’ อิหร่านออกจากแผนที่โลก สะท้อนถึงความสิ้นหวังของฝ่ายตรงข้ามต่อเตหะรานในฐานะชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยื่นคำขาดทำลายโรงไฟฟ้าอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเวลา 48 ชั่วโมง โดยมีเงื่อนเวลาถึงวันที่ 23 มีนาคม เวลา 19.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ หรือ 06.45 น. ในวันที่ 24 มีนาคมของไทย
ทั้งนี้ Reuters คาดว่า หากอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำจริง เพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอ่าวจะได้รับความเสียหายรุนแรงอย่างมาก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ใช้ไฟฟ้าต่อหัวสูงกว่าอิหร่านถึงประมาณ 5 เท่า รวมถึงการพึ่งพาโรงกลั่นน้ำทะเลเป็นแหล่งน้ำดื่มหลัก เช่น บาห์เรนและกาตาร์พึ่งพาโรงกลั่นน้ำทะเล 100%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พึ่งพามากกว่า 80% และซาอุดีอาระเบียพึ่งพาราว 50%
อนึ่งสื่ออิหร่านรายงานว่า ทางการยังเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือทุกลำผ่าน ยกเว้นเรือที่เกี่ยวข้องกับ ‘ศัตรู’ โดยสามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย หากประสานงานด้านความปลอดภัยกับเตหะราน
ขณะที่ข้อมูลการติดตามเรือระบุว่า เรือบางลำ เช่น เรือธงอินเดียและเรือบรรทุกน้ำมันของปากีสถานสามารถผ่านได้ แต่เรือส่วนใหญ่ยังคงจอดรออยู่
ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลระบุว่า สามารถลดศักยภาพทางทหารของอิหร่านลงอย่างมาก แต่เตหะรานได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 4,000 กิโลเมตรไปยังฐานทัพสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรในมหาสมุทรอินเดีย
ปัจจุบัน Amnesty International เตือนว่า การโจมตีระบบบริการพื้นฐานอย่างไฟฟ้า ความร้อน และน้ำประปา มีความเสี่ยงสูงที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยในบางกรณีอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เพราะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อพลเรือนในวงกว้างได้
ภาพ: Sharon Sztrozenberg / Reuters
อ้างอิง:


