สงครามอิหร่านในครั้งนี้กำลังเป็นเกมการบีบโครงสร้างรัฐอิหร่านให้พังพินาศ แต่คำถามคือ สหรัฐฯ จะทำได้สำเร็จจริงไหมครับ
ในบรรดาคู่ขัดแย้งทั้งหมด อิหร่านคือฝ่ายที่ ‘อ่านยากที่สุด’ และมีข้อมูลเปิดเผยน้อยที่สุด อิสราเอลนั้นแข็งกร้าวอย่างชัดเจนต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ก็ใช้วิธีพูดนุ่มเป็นช่วงๆ สื่อสารสองหน้าเพื่อประคองตลาดการเงิน แต่ในทางทหารก็ยังพร้อมเดินหน้าเตรียมยกระดับอย่างต่อเนื่องไปด้วย
ส่วนอิหร่านวันนี้กลับดูเป็น ‘รัฐที่พูดหลายเสียง’ ฝ่ายทหารดูจะต้องการต้องการยกระดับและแก้แค้นไม่มีทางถอยเด็ดขาด ส่วนฝ่ายการเมืองและการทูตดูจะตอบรับที่จะเปิดช่องสื่อสารเจรจากับภายนอกที่ไม่ใช่สหรัฐฯ และอิสราเอล
ที่น่าสนใจคือ ‘สายแข็ง’ กับ ‘สายอ่อน’ ของอิหร่าน ไม่ได้อยู่ในสภาพแตกหักกัน พวกเขาไม่ได้เปิดศึกกันเอง และไม่ได้ให้ภาพของระบอบที่กำลังล่มสลายจากความขัดแย้งภายใน ตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นบทคู่ขนาน และต่างก็มีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาระบอบนี้เอาไว้
เมื่อรัฐเผชิญภัยคุกคามจากภายนอกต่อการอยู่รอด แรงกดดันภายในประเทศกลับถูกบรรเทาลงชั่วคราว เมื่อประชาชนเผชิญกับภัยสงคราม ความสนใจเปลี่ยนจากการต่อต้านรัฐบาลไปสู่การเอาชีวิตรอด
ประวัติศาสตร์อิหร่านเคยเป็นแบบนี้มาแล้ว ในสงครามอิหร่าน–อิรักปี 1980 ซัดดัม ฮุสเซน เคยประเมินว่าหลังการปฏิวัติอิสลาม อิหร่านกำลังแตกแยกและอ่อนแอจนพร้อมจะล้มหากถูกโจมตีจากภายนอก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้าม ภัยจากต่างชาติทำให้กลุ่มการเมืองภายในต้องรวมตัวกัน ความสูญเสียในช่วงแรกเปลี่ยนความสับสนภายในเป็นความโกรธต่อศัตรูภายนอก สุดท้ายสงครามนั้นกลับช่วยทำให้ระบอบใหม่ของอิหร่านมีเสถียรภาพมากขึ้นอีก
ครั้งนี้ก็เช่นกัน การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้โค่นระบอบอิหร่านได้อย่างที่ทรัมป์หวัง ตรงกันข้าม กลับทำให้ขบวนการต่อต้านภายในอ่อนแรงลง ผู้ประท้วงต้องเผชิญทั้งการโจมตี การขาดแคลนเชื้อเพลิง ร้านค้าปิดทำการ และมาตรการตัดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ การกวาดล้างนักกิจกรรมกลับทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อเกิดเหตุพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากจากการโจมตี เช่นกรณีโรงเรียนสตรีที่ถูกขีปนาวุธโจมตี ความโกรธของสาธารณชนก็ยิ่งถูกหันเหไปสู่ฝ่ายโจมตีมากกว่ารัฐของตนเอง
นี่คือความย้อนแย้งของสงครามครั้งนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลพยายามใช้การลอบสังหารและการโจมตีแบบแม่นยำเพื่อทำให้รัฐอิหร่านเป็นอัมพาต แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นว่า ต่อให้ประชาชนอิหร่านจะไม่รักระบอบของตนเพียงใด ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะพร้อมไปยืนข้างผู้ที่กำลังทิ้งระเบิดลงบนเมืองของตน
ขณะเดียวกัน ภายในรัฐอิหร่านเองก็ไม่ได้ไร้ระบบเสียทีเดียว หลังสงครามทางอากาศระยะสั้นเมื่อกลางปี 2025 ผู้นำอิหร่านได้จัดตั้งระบบตัดสินใจภาวะสงครามฉุกเฉินขึ้นมา และเมื่ออยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกลอบสังหารในวันแรกของสงครามรอบนี้ ระบบดังกล่าวก็เริ่มทำงานทันที ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝ่ายแข็งกร้าว
คำถามสำคัญคือ หากฝ่ายแข็งกร้าวยังคุมกองทัพอยู่ แล้วอิหร่านจะปิดฮอร์มุซต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่เดือดร้อนตัวเองหรือไม่
คำตอบคือ แม้อิหร่านจะปิดเส้นทางเดินเรือของประเทศอื่นในภูมิภาค แต่การส่งออกน้ำมันของตนไม่ได้หยุดนิ่งทั้งหมด ปัจจุบัน อิหร่านยังสามารถส่งออกน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 80% ของระดับก่อนสงคราม ผ่านเครือข่ายผู้ค้าต่างชาติและกองเรือเงาที่สหรัฐฯ สกัดกั้นได้ยาก ขณะเดียวกัน น้ำมันจำนวนมหาศาลที่ขนออกจากอ่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ยังคงเดินทางต่อได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจากบางประเทศ เช่น อินเดียและปากีสถาน ได้รับอนุญาตจากอิหร่านให้ผ่านออกจากฮอร์มุซแล้ว โดยต้องใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนดและอยู่ในรัศมีการควบคุมของอิหร่านเอง ต่อมายังมีการส่งสัญญาณว่า อิหร่านพร้อมเจรจารายประเทศกับผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย หากประเทศเหล่านั้นยอมจ่ายค่าผ่านทาง ไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนด อิหร่านก็พร้อมจะเปิดทางให้
นี่จึงไม่ใช่การปิดฮอร์มุซแบบ ‘ปิดตาย’ หากแต่เป็นการใช้ฮอร์มุซเป็นเครื่องมือหารายได้และต่อรองทางการเมือง
ต่อให้พรุ่งนี้ทรัมป์ประกาศหยุดยิง ความเสียหายทางการเงินก็ไม่ได้หายไปไหน รัฐอิหร่านยังต้องจ่ายต้นทุนของสงครามเองอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ อิหร่านจึงต้องพยายามหาผลตอบแทนจากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งพยายามผลักภาระไปยังประเทศรอบอ่าวหรือสหรัฐฯ ผ่านแนวคิดเรื่องค่าชดเชย เงินกู้ฉุกเฉิน หรือรูปแบบการชดเชยทางอ้อมอื่นๆ
สมการอิหร่านในวันนี้ แม้ว่าฝ่ายแข็งกร้าวอาจคุมกองทัพ แต่แม้แต่ฝ่ายแข็งกร้าวเองก็ไม่สามารถทำสงครามแบบไร้ขีดจำกัดได้ หากไม่มีฐานะการคลังรองรับ สงครามสมัยใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่จำนวนขีปนาวุธ แต่ตัดสินกันที่ว่า ใครมีความสามารถทางการเงินพอจะทนได้นานกว่ากัน
สรุปก็คือ ระบอบอิหร่านยังไม่พัง แถมตรงกันข้าม กลับได้พื้นที่หายใจจากภัยคุกคามภายนอก ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเปิดเกมเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยเพื่อยืนระยะให้ได้
จากนี้ไป สิ่งที่จะตัดสินอนาคตของสงครามครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ขีปนาวุธลูกต่อไปจะตกที่ไหน แต่รวมถึงว่าอิหร่านจะยังขายพลังงานได้มากเพียงใด จะเรียกเก็บ ‘ค่าผ่านทางแห่งสงคราม’ ได้มากเท่าใด และจะรักษาสมดุลระหว่างสายทหารกับสายการเมือง-การทูตภายในรัฐได้นานเพียงใดด้วย
ในท้ายที่สุด สงครามจะจบลงไม่ใช่เมื่อฝ่ายหนึ่งยิงต่อไม่ไหว แต่จบลงเมื่อฝ่ายหนึ่ง ‘แบกรัฐต่อไปไม่ไหว’ ต่างหาก
ภาพ: Majid Asgaripour / WANA (West Asia News Agency) via REUTERS


