“ถ้าพูดถึงภาพรวมของ ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย ต้องบอกว่า ไม่ใช่ตลาดใหม่เสียทีเดียว แต่นาที กำลังเป็นตลาดใหญ่ที่สำคัญ ที่มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมหาศาล ซึ่งไทยเองก็ต้องเร่งคว้าโอกาสไว้”
ประเด็นสำคัญ
- ชาวอินเดียชื่นชอบจัดงานแต่งในไทย จ่ายหนัก 10-50 ล้านบาท ต่อคู่
- เป้าหมายไม่ใช่ ‘เพิ่มจำนวน’ แต่คือการ ‘เพิ่มมูลค่า’ ในทุกการเดินทาง
- ‘All-Year Destination’ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวอินเดียตลอดทั้งปี
- ยอด นทท.อินเดียทุบนิวไฮ 2.49 ล้านคน เติบโตสูงถึง 16.8%
- แรงหนุนเศรษฐกิจอินเดียโต เพิ่มเที่ยวบิน วีซ่า และกำลังซื้อสูง
- 40% ‘กลับมาเที่ยวซ้ำ’ ไม่เที่ยวแค่กรุงเทพฯ-ภูเก็ต แต่มองหาเมืองใหม่ เชียงใหม่ เชียงราย
- งัดกลยุทธ์ ‘Market Balance’ เน้นมูลค่า มากกว่าปริมาณ กระจายรายได้สู่เมืองรอง
- การเข้าใจ ‘จังหวะ’ การเดินทาง คือหัวใจของการเจาะตลาดอินเดีย

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวเกริ่นนำก่อนให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ระหว่างเยี่ยมชม งาน South Asia Travel and Tourism Exchange (SATTE) 2026 งานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวใหญ่ ณ Yashobhoomi Convention Centre กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย
“ท่ามกลางความท้าทายหลายปัจจัย การเร่งมองหา ‘ตลาดใหม่’ ที่มีศักยภาพสูง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็น ‘กลยุทธ์สำคัญ’ ของการท่องเที่ยวไทยในวันนี้” ภัทรอนงค์ กล่าว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เลือก ‘อินเดีย’ เป็นหนึ่งในคำตอบนั้น พร้อมยกทัพผู้ประกอบการไทยถึง 53 ราย บุกเวทีระดับนานาชาติที่งาน SATTE 2026 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี มายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดย ปีนี้ชู ‘Wellness’ เจาะกลุ่ม ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพ’ ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แคมเปญ ‘Unforgettable Experience : Healing is the New Luxury’ ที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น ’จุดหมายปลายทางแห่งการฟื้นฟูกายใจ’
นิยามการเที่ยวยุคใหม่ ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือการได้ ‘ฟื้นฟูและเยียวยา’ กายและใจ การแสวงหาความสมดุล ผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
| ทำไมไทยแพ้เกมท่องเที่ยว จีน-เกาหลีใต้-รัสเซีย บินข้ามไทยไปเวียดนาม-ญี่ปุ่นแทน 11 ก.ค. 2568 | 11:39 |
| ถึงเวลาซ่อมเครื่องยนต์หลัก (ท่องเที่ยว) ‘เศรษฐกิจไทย’ การหายตัวไปของซิงซิงสะท้อนอะไร? 16 ม.ค. 2568 | 9:09 |
| ททท. รุกตลาดจีน ดึง Group Incentive Travel เตรียมจัดโครงการ ‘สวัสดี หนีห่าว’ 18 พ.ค. 2568 | 15:29 |
| Wellness ไทยโตแรง สร้างมูลค่าสูงล้านล้านต่อปี! แค่กระแสหรือโอกาสท่องเที่ยว 24 พ.ค. 2568 | 18:45 |
SATTE 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่คือเวที B2B ระดับโลกที่สะท้อนพลังของตลาดอินเดียได้อย่างชัดเจน ด้วยจำนวนคูหากว่า 1,400 คูหา และผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 35,000 คน
ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่แค่ความคึกคัก แต่คือสัญญาณของ ‘ตลาดขนาดใหญ่ที่ยังโตได้อีกมาก’
ในปีนี้ กลยุทธ์การทำตลาดของ ททท. ขยายกรอบกว้างขึ้นไปสู่กลุ่ม Leisure ครอบคลุมทั้งครอบครัว กลุ่มมิลเลนเนียล ผู้สูงวัยที่ยังกระปรี้กระเปร่า แอ็กทีฟ (Active Senior) และนักท่องเที่ยวหญิง ควบคู่ไปกับการเจาะกลุ่มศักยภาพที่มีกำลังซื้อสูง

ชาวอินเดียชื่นชอบจัดงานแต่งในไทย จ่ายหนัก 10-50 ล้านบาท ต่อคู่
ความน่าสนใจของกำลังซื้อชาวอินเดีย นอกจาก จะเป็น Health & Wellness, Incentive, Luxury, Golf และ Wedding & Celebrations ที่ไทยกำลังเจาะตลาด
ตลาด Wedding & Celebrations นั้นเติบโตมาก ซึ่ง ชาวอินเดียชื่นชอบเมืองไทย แต่ละปีมักบินไปจัดงาน ปิดโรงแรม เรียกได้ว่าขนกันไปทั้งครอบครัว ผลพลอยได้ที่ตามมาคืออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งอาหาร อีเว้นต์ และภาคบริการ ก็มีรายได้ไม่น้อย และเดินทางมาได้ทุกช่วงซีซัน
ตามการรายงานที่ผ่านมา การจัดงานแต่งงาน ไทยสามารถ ‘ดึงดูดคู่แต่งงานชาวอินเดีย’ ได้ หากดูมูลค่าความคุ้มค่าของเงินที่จ่าย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เคยประเมินว่างบประมาณจัดงาน แต่งงานแบบอินเดียในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-50 ล้านบาทต่อคู่ (ต่ำกว่าที่ใช้จัดในอินเดีย 2-3 เท่า) ทีเดียว

ในงานยังผนึกกำลังกับพันธมิตร บริษัทนำเที่ยวและสายการบิน ออกแบบแพ็กเกจเฉพาะกลุ่ม และจัดทำ ‘Special Promotion Scheme’ เพื่อกระตุ้นการเดินทางและยืดระยะเวลาพำนักให้ยาวนานขึ้น
เป้าหมายไม่ใช่ ‘เพิ่มจำนวน’ แต่คือการ ‘เพิ่มมูลค่า’ ในทุกการเดินทาง
ภายในพื้นที่ดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเจรจาธุรกิจ การนำเสนอสินค้าและบริการที่ได้รับรางวัล Thailand Tourism Awards ไปจนถึงกิจกรรมบำบัดผ่านประสาทสัมผัส เช่น น้ำมันนวดและสปาไทย
สะท้อนว่า รูปแบบการท่องเที่ยววันนี้กำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งตอกย้ำว่า “ความหรูหราในยุคใหม่ คือการได้ ‘เยียวยาตัวเอง’ ผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย และเป้าหมายคือไม่ใช่แค่การเพิ่ม ‘จำนวน’ แต่จะเน้น ‘คุณภาพ’ ของนักท่องเที่ยวอินเดีย” คู่ขนานกันไป

คูหาประเทศไทยยังเป็นพื้นที่เชื่อมต่อสำคัญระหว่างผู้ประกอบการอินเดียและผู้ประกอบการไทยทั้ง 53 ราย ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมและที่พัก 21 ราย บริษัทนำเที่ยว 18 ราย แหล่งท่องเที่ยว 11 ราย และสายการบิน 3 แห่ง ได้แก่ ไทยแอร์เอเชีย ไทยเวียตเจ็ทแอร์ และไทยไลอ้อนแอร์
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานเอกชนจากไทย อย่างสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย เข้าร่วมสร้างสีสันภายในงาน รวมถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวชาวอินเดีย
ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ลูกค้าติดต่อเข้ามามากเป็นพิเศษ บางแหล่งท่องเที่ยวจำนวนโรงแรมไม่พอ ซึ่งเมื่อถามว่าชาวอินเดียชื่นชอบอะไรในไทย ก็แล้วแต่ความแตกต่างคัลเจอร์ชาวพื้นเมืองนั้นๆ เพราะอินเดียมีประชากรมาก หลากวัฒนธรรม
แต่โดยรวมชื่นชอบที่คนไทยมีมิตรไมตรี ยิ้มสวย ส่วนสถานที่ที่ชื่นชอบนอกจากจะเป็นทะเล ปัจจุบันชาวอินเดียก็ซื้อทริปแบบเที่ยวเหนือลงใต้ จากเชียงใหม่ ไปต่อที่ภูเก็ต กระบี่ หรือใต้ขึ้นเหนือ
‘All-Year Destination’ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวอินเดียตลอดทั้งปี
ด้วยแนวคิดที่ผสมผสาน Healing is the New Luxury นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่เน้นเที่ยวแบบมีสตอรี่ เน้นประสบการณ์ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การสื่อสาร จากนี้จะถูกต่อยอดไปสู่การนำเสนอ ‘ประสบการณ์’ ที่นักท่องเที่ยวอินเดียควรไปสัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นย่านลิตเติ้ลอินเดีย ร้านอาหารมิชลินอย่าง Gaggan หรือเทศกาลสำคัญอย่างดิวาลีและโฮลี ที่สะท้อน ‘สายใยทางวัฒนธรรม’ ระหว่างสองประเทศเข้าด้วยกัน

ขณะเดียวกัน ยังเปิดมุมมองใหม่ของไทยผ่านแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ เช่น ย่านทรงวาด และ Em District สุขุมวิท ไปจนถึงจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ
ทั้งศาสตร์อายุรเวท โปรแกรม Longevity และศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่
เมื่อผสานกับเทศกาลและอีเวนต์ตลอดทั้งปี จะยิ่งเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดียได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ ลอยกระทง ยี่เป็ง เทศกาลแห่ดาว MotoGP หรือวิจิตรเจ้าพระยา
รวมถึงเวทีระดับโลกอย่าง Tomorrowland 2026, Global Sustainable Tourism Conference 2026, InterPride Conference 2026, Global Wellness Summit 2026 และ IMF-World Bank Group Annual Meetings

ยอด นทท.อินเดียทุบนิวไฮ 2.49 ล้านคน เติบโตสูงถึง 16.8%
หากมองย้อนกลับไปก่อนโควิดในปี 2019 นักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยราว 1.9 ล้านคน ก่อนจะฟื้นตัวและเพิ่มขึ้น 26% ในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านคน และในปี 2025 ทำสถิติสูงสุดที่ 2.49 ล้านคน เติบโต 16.8% สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับ 3 กว่า 9.3 หมื่นล้านบาท
แรงหนุนสำคัญมาจากการเพิ่มเที่ยวบิน การยกเว้นวีซ่า และกำลังซื้อของชนชั้นกลางที่เติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปี 2026 (1 มกราคม- 23 กุมภาพันธ์) มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 382,768 คน เพิ่มขึ้น 17%
แรงหนุนเศรษฐกิจอินเดียโต เพิ่มเที่ยวบิน วีซ่า และกำลังซื้อสูง
วันนี้ อินเดียจึงไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่ แต่ยังเป็นตลาดที่กำลัง ‘ขยายตัว’ ไปยังเมืองรองอย่างปูเน่ อาห์เมดาบัด อัมริตสาร์ และลัคเนา
ขณะที่ Air Connectivity ระหว่างไทย-อินเดีย เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีที่นั่งกว่า 3.8 ล้านที่นั่งต่อปี และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 10%
ในอีกมิติหนึ่ง เศรษฐกิจอินเดียยังเติบโตท่ามกลางความผันผวนของโลก ประกอบกับโครงสร้างประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ทำให้กำลังซื้อในอนาคตยังมีศักยภาพสูง
อินเดียคือ ‘ตลาดระยะยาว’ ที่ไทยไม่ควรมองข้าม ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง
เมื่อสำรวจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอินเดียหลังโควิดก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ชาวอินเดียให้ความสำคัญกับ ‘ประสบการณ์ชีวิต’ มากขึ้น
นิยมเดินทางกับครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อน และมองหาความหมายในการ เดินทางมากกว่าการสะสมทรัพย์สิน
ปัจจุบันมีผู้ถือพาสปอร์ตอินเดียราว 80-90 ล้านคน จากประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อรัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนเข้า ถึงการเดินทางระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น
40% ‘กลับมาเที่ยวซ้ำ’ ไม่เที่ยวแค่กรุงเทพฯ-ภูเก็ต แต่มองหาเมืองใหม่ เชียงใหม่ เชียงราย
แม้จุดหมายปลายทางหลักยังคงเป็นกรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา ภูเก็ต และกระบี่ แต่แนวโน้มเริ่มเปลี่ยน เมื่อกลุ่ม ‘Repeat Visitors’ หันไปสำรวจเมืองใหม่อย่างเชียงใหม่ เชียงราย และกาญจนบุรี มากขึ้น
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวอินเดียประมาณ 60% เป็น First Visit และ 40% เป็น Repeat Visitor ซึ่งสะท้อนโอกาสในการกระจายรายได้สู่เมืองรอง

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยเองก็เริ่มปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการมีเชฟชาวอินเดียในโรงแรม หรือการออกแบบบริการให้ตอบโจทย์วัฒนธรรม เพื่อสร้างความรู้สึก เหมือนอยู่บ้าน ดังนั้น รายละเอียดเล็ก ๆ คือกุญแจที่ทำให้ ‘นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีก’
ปัจจัยสำคัญอีกด้านคือ ‘ความเป็นมิตร’ ของคนไทย และแนวคิด Can-do Attitude ก็พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่น้อย
งัดกลยุทธ์ ‘Market Balance’ เน้นมูลค่า มากกว่าปริมาณ กระจายรายได้สู่เมืองรอง
ในเชิงเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวอินเดียมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 38,000 บาทต่อทริป และพำนักเฉลี่ย 7 วัน ซึ่งสะท้อนศักยภาพในการสร้างรายได้
ภัทรอนงค์ กล่าวอีกว่า บทเรียนจากโควิดยังทำให้ไทยต้อง ‘กระจายความเสี่ยง’ ไม่พึ่งพาตลาดเดียวเหมือนอดีต เมื่อครั้งที่นักท่องเที่ยวจีนเคยมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของทั้งหมด
ดังนั้น กลยุทธ์ใหม่จึงเน้น ‘Market Balance’ ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่า มากกว่าปริมาณ และการกระจายรายได้สู่เมืองรอง พร้อมบริหารฤดูกาลท่องเที่ยวให้เกิดความสมดุลตลอดทั้งปี
สำหรับอินเดียเอง มีจังหวะการเดินทางเฉพาะ เช่น เดือนธันวาคม และช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางออกต่างประเทศจำนวนมาก
การเข้าใจ ‘จังหวะ’ การเดินทาง คือหัวใจของการเจาะตลาดอินเดีย
ภัทรอนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปี 2569 ททท. ตั้งเป้ารายได้จากตลาดอินเดียที่ 97,860 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวรวม 3 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11%
หากดูจากแผน ททท. ตลาดอินเดียยังเป็นหนึ่งใน ตลาดสำคัญที่ตั้งเป้า 2.5 ล้านคน ควบคู่กับนักท่องเที่ยวในประเทศ 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% ภายใต้กลยุทธ์ Amazing Thailand ยกกำลังสอง ที่เน้น ‘คิดเร็ว ทำเร็ว และขยายโอกาสเป็นสองเท่า’
ตลอดการเดินทางเพียงแค่เมืองหลวงกรุงนิวเดลี เห็นบรรยากาศชาวอินเดียจับจ่าย ใช้ชีวิต มีทั้งชุมชนย่านเก่า (Old Delhi) และโซนอินเดียยุคใหม่ (New Delhi) เสียงแตรอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้คนคึกคัก ซึ่งอินเดียนั้นกว้างใหญ่

ด้วยประเทศอินเดียเพราะเป็นตลาด ขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจ เติบโตสูงสุดในโลก อีกทั้งมีชนชั้นกลาง ที่กำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ยังมีอีกหลายเมืองน่าค้นหา และไทยควรคว้าโอกาสใหม่
แม้ตัวเลข ณ วันนี้ ช่วงไตรมาส 1/69 (1 ม.ค.-1 มี.ค. 69) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน ด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบไปบ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
การเข้าใจ ‘จังหวะการเดินทาง’ และเลือก ‘ตลาดที่ใช่’ อาจเป็นคำตอบสำคัญ ของไทย ก็ว่าได้
สำหรับวันนี้…อินเดีย คือหนึ่งในคำตอบนั้น ที่ไทยกำลังเร่งต่อจิ๊กซอว์ให้สมบูรณ์ เพื่อผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้ายั่งยืน ระยะยาว
ภาพปก: ImagesofIndia / Shutterstock

