×

IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4%

19.01.2026
  • LOADING...

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เป็นโต 3.3% แต่คงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่จะขยายตัว 1.6% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 พร้อมจับตาการลงทุนใน AI เป็นพิเศษ โดยประเมินว่า หาก AI สามารถหนุนผลิตภาพได้จริง จะช่วยดัน GDP โลกเพิ่มขึ้นได้ 0.3% แต่หากหุ้นกลุ่ม AI เกิดการปรับฐานในระดับปานกลางอาจจะฉุด GDP โลกลดลง 0.4%

 

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 โต 3.3% สะท้อนความยืดหยุ่นจากมาตรการภาษี

 

วันนี้ (19 มกราคม) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน WORLD ECONOMIC OUTLOOK ฉบับ UPDATE ประจำเดือนมกราคม 2569 โดยระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความยืดหยุ่น (resilience) อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความชะงักงันทางการค้าครั้งสำคัญจากการนำของสหรัฐอเมริกาและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF ชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวอยู่ที่ 3.3% ในปีนี้ นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เดือนตุลาคม โดยการปรับตัวดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นหลัก โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกสามารถก้าวข้ามผลกระทบระยะสั้นจากมาตรการกีดกันทางภาษีมาได้

 

นอกจากนี้ การปรับเพิ่มคาดการณ์ยังมาจาก ปัจจัยหลายประการที่สอดประสานกัน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลง มาตรการกระตุ้นทางการคลังที่สูงกว่าคาด ภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ความคล่องตัวของภาคเอกชนในการบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักทางการค้า และกรอบนโยบายที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่างๆ กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งจากการกระจุกตัวของการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและผลกระทบเชิงลบจากการหยุดชะงักทางการค้า ซึ่งอาจสะสมและทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 

การลงทุน AI พุ่ง พยุงเศรษฐกิจโลก

 

อีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญนี้คือ การลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่กิจกรรมในภาคการผลิตยังคงซบเซา

 

โดยการลงทุนด้านไอทีในฐานะสัดส่วนต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการเติบโตของภาคไอทีนี้จะกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ส่งผลดีต่อเนื่อง (Positive Spillovers) ไปยังทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชีย

 

IMF เตือนความเสี่ยง ‘ฟองสบู่ AI’ อาจฉุดระบบการเงินโลกเสี่ยงหนัก

 

ความเฟื่องฟูของการลงทุนด้านไอทีสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดที่มีต่อศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบอัตโนมัติและ AI ว่าจะสามารถสร้างผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและช่วยยกระดับผลกำไร

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการใช้งานเครื่องมือ Generative-AI อย่างแพร่หลาย ราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยและผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงราคาหุ้น และยังเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายลงทุนใหม่ๆ อย่างไรก็ดี เมื่อการขยายตัวเร่งเครื่องขึ้น การระดมทุนด้วยการก่อหนี้ (Debt Financing) ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สิน (Leverage) เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ กล่าวคือ สัดส่วนหนี้สินที่สูงขึ้นอาจขยายผลกระทบของวิกฤตหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาด หรือหากภาวะทางการเงินในภาพรวมตึงตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทและสร้างความกังวลว่าจะลุกลามไปยังระบบการเงินในวงกว้าง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการทำกำไรอาจมีความอ่อนไหวต่อสมมติฐานเกี่ยวกับการตัดค่าเสื่อมราคาของหน่วยประมวลผลขั้นสูง การอัปเกรดอุปกรณ์บ่อยครั้งจะกดดันอัตรากำไร ฉุดรั้งผลประกอบการ และต้องอาศัยการระดมทุนด้วยหนี้สินเพิ่มเติมจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการติดตามการสะสมของสัดส่วนหนี้สินและศักยภาพของมันที่จะขยายความเปราะบางให้รุนแรงขึ้น

 

เทียบกับยุค Dot-Com: การลงทุนแรงพอกัน แต่ความเสี่ยง Overvaluation ต่ำกว่าครึ่ง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Boom) ในช่วงปี 2538-2543 ให้บทเรียนที่น่าสนใจ แม้ว่าการลงทุนด้านไอทีในฐานะสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาดังกล่าว แต่การปรับตัวขึ้นในรอบนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า โดยเพิ่งมาเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว

 

นอกจากนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดเมื่อเทียบกับผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกันทั้งสองเหตุการณ์ แต่การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ในรอบนี้กลับไม่สูงเท่า เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่า

 

ดังนั้น โดยรวมแล้ว การวิเคราะห์ของ IMF ชี้ว่า ความเสี่ยงที่มูลค่าจะสูงเกินจริง (Overvaluation) ของดัชนีหุ้นในภาพรวมของสหรัฐฯ มีเพียงประมาณ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของยุคดอทคอมเท่านั้น

 

เปิด 3 เหตุผลทำไมการปรับฐานของหุ้น AI อาจกระทบเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ดี ความเปราะบางโดยรวมของเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกต่อการประเมินมูลค่าใหม่ของนักลงทุน (Repricing) ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีครั้งนี้มีนัยสำคัญด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

 

  • ประการแรก ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยภาคเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มหุ้นจำนวนไม่มากนี้ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี
  • ประการที่ 2 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่มีความสำคัญหลายแห่งยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การกู้ยืมหนี้สินของบริษัทเหล่านี้อาจส่งผลกระทบในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นในยุคดอทคอม
  • ประการที่ 3 มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ในปัจจุบันสูงกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจมาก โดยเพิ่มจาก 132% ในปี 2544 เป็น 226% ในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา

 

IMF ประเมินหาก AI หนุนผลิตภาพจริงจะดัน GDP โลกเพิ่ม 0.3%

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ความเฟื่องฟูของเทคโนโลยีในปัจจุบันก่อให้เกิดทั้งความเสี่ยงด้านบวก (Upside Risks) และด้านลบ (Downside Risks) ต่อเศรษฐกิจโลก

 

โดยในด้านบวก AI อาจเริ่มส่งผลต่อผลิตภาพ ( productivity) ตามที่คาดหวัง ซึ่งจะช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และโลกเพิ่มขึ้น 0.3% ในปีนี้เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

 

IMF เตือนความเสี่ยง ‘ฟองสบู่ AI’ อาจฉุด GDPโลกหาย 0.4%

 

ในด้านลบ หากบริษัท AI อาจไม่สามารถสร้างผลกำไร (earnings) ได้สมกับมูลค่าที่ถูกประเมินไว้สูงลิ่วได้ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจเปลี่ยนไปในทางลบ ตัวอย่างเช่น IMF ได้ทำสถานการณ์สมมติในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) เดือนตุลาคม 2568 ว่าหากเกิดการปรับฐานในระดับปานกลางของมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI (moderate correction in AI stock valuations) พร้อมกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น (a tightening of financial conditions) จะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

 

เมื่อพิจารณาจากการถือครองหุ้นสหรัฐฯ โดยชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การปรับฐานอย่างรุนแรงนี้อาจก่อให้เกิดความสูญเสียความมั่งคั่ง (Wealth Losses) ขนาดใหญ่ภายนอกสหรัฐฯ และฉุดรั้งการบริโภค ซึ่งจะทำให้ภาวะขาลงแผ่ขยายไปทั่วโลกมากขึ้น

 

แม้แต่ระบบเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีน้อย รวมถึงประเทศที่มีหนี้สูงและรายได้ต่ำจำนวนมาก ก็จะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ภายนอกที่เป็นลบและต้นทุนการกู้ยืมจากต่างประเทศที่สูงขึ้น

 

ความเสี่ยงด้านลบเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น มีการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกปัจจัยการผลิตที่สำคัญและข้อจำกัดทางการค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงขีดความสามารถทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดน้อยลงในหลายประเทศ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลเกี่ยวเนื่องกับการประเมินการเติบโตของผลิตภาพจาก AI และการปรับมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ ในลักษณะที่ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น (Self-reinforcing manner)

 

IMF คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้-ปีหน้า

 

สำหรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทย IMF คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดือนตุลาคม

 

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ ASEAN-5 (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและเพื่อนบ้านอย่างมาก

 

โดยภาพรวมกลุ่ม ASEAN-5 IMF คาดว่า จะเติบโตเฉลี่ย 4.2% ในปีนี้ และ 4.4% ในปีหน้า นำโดย ฟิลิปปินส์ 5.6% อินโดนีเซีย 5.1% และมาเลเซีย 4.3% ในปีนี้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising