ผ่านมา 47 วันหลังการเลือกตั้งทั่วไปพ่วงการทำประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง ณ ปัจจุบัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับรองผลการเลือกตั้ง สส. ไปแล้ว 499 คน จากทั้งหมด 500 คน ทว่าการเดินหน้าตรวจสอบการเลือกตั้งขององค์กรภาคประชาสังคมยังไม่หยุดนิ่งไปด้วย
ในการแถลงข่าวร่วมภายใต้หัวข้อ ‘ข้อค้นพบหลังการเลือกตั้งโดยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม’ ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิ We Watch และ WFD ได้มีการเปิดเผยข้อสังเกตที่สำคัญจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกโดย ILaw
กัลยากร สุนทรพฤกษ์ นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก iLaw ได้นำเสนอรายงานสรุปการวิเคราะห์ข้อมูลระบบรายงานผลการเลือกตั้ง ECT Report 69 จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยได้วิเคราะห์ข้อมูล 47 Snapshot ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังปิดคูหา ซึ่งพบความผิดปกติหลายประการ ตั้งแต่ความคลาดเคลื่อนของผลคะแนน และการหยุดชะงักเป็นห้วงๆ ของระบบรายงานผลที่ควรจะเป็น ‘เรียลไทม์’
▪️การรายงานผลคะแนนหยุดชะงัก 2 ครั้งใหญ่
กัลยกรชี้ให้เห็นว่า ระบบมีการรายงานคะแนนที่ไม่ต่อเนื่อง และมีช่วงที่การรายงานผลคะแนนหยุดชะงักไป 2 ครั้ง หรือที่เรียกว่า GAP 1 และ GAP 2 ภายหลังการรายงานคะแนนชุดแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 16:48 น. ซึ่งเป็นช่วงก่อนปิดคูหา จนถึงเวลา 19:43 น. มีผู้ใช้สิทธิ์ 2.37 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.86%
GAP 1: การหยุดชะงักครั้งที่ 1 เกิดขึ้นระหว่างเวลา 19:43 ถึง 20:38 น. รวมระยะเวลา 55 นาที เมื่อระบบกลับมา คะแนนเพิ่มขึ้นไป 5 ล้านคน ทำให้คะแนนรวมขยับเป็น 8 ล้านคน
GAP 2: การหยุดชะงักครั้งที่ 2 เกิดขึ้นระหว่างเวลา 20:49 ถึง 22:35 น. รวมระยะเวลา 106 นาที หลังจบช่วงนี้คะแนนเพิ่มขึ้นถึง 17 ล้านคน ส่งผลให้คะแนนรวมพุ่งไปที่ 26 ล้านคน
▪️สัดส่วนคะแนนไม่สมดุลกัน
ข้อมูล ณ เวลา 19:43 น. หรือช่วงแรกของการรายงานผล แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลของการรายงานคะแนนเมื่อเทียบกับผลคะแนนสุดท้ายของแต่ละพรรค ดังนี้
พรรคภูมิใจไทย: มีสัดส่วนคะแนนสูงกว่าความเป็นจริง +5.6% โดยรายงานคะแนนครบทั้ง 175 เขตที่ชนะในท้ายที่สุด (100%) ตั้งแต่ช่วงแรก
พรรคประชาชน: มีสัดส่วนคะแนนต่ำกว่าความเป็นจริง -6.4% เนื่องจากมีคะแนนรายงานเพียง 64 จาก 85 เขตที่ชนะ (75.3%)
นอกจากนี้ยังมีเขตที่ขาดหายไป พบว่า 21 เขตที่พรรคประชาชนไม่มีคะแนนเลย ณ เวลา 19:43 น. ล้วนเป็นเขตเมืองใหญ่ที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (13 เขต), สมุทรปราการ (2 เขต), นนทบุรี (2 เขต), ปทุมธานี (1 เขต), ชลบุรี สมุทรสาคร และภูเก็ต (อย่างละ 1 เขต) กัลยกรชี้ว่า คะแนนรวมประมาณ 785,913 คะแนน ในเขตเหล่านี้ที่ยังไม่เข้าระบบ ทำให้ภาพรวมคะแนนของพรรคประชาชนในช่วงแรก “ต่ำกว่าความเป็นจริง”
▪️‘บัตรเขย่ง’ ที่ปรากฏขึ้นมา แล้วหายไปเอง?
จากการรวบรวมข้อมูลของ iLaw ยังทำให้พบ ‘บัตรเขย่ง’ หรือ ‘คะแนนเขย่ง’ ในการรายงานผลดังกล่าวด้วย กัลยกรชี้ว่า ตามหลักความเป็นจริงแล้ว ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 1 คน จะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบพร้อมกัน คือบัตรสีเขียว (สส. แบบแบ่งเขต) และบัตรสีชมพู (สส. แบบบัญชีรายชื่อ) ในการรายงานผลเรียลไทม์ จำนวนบัตรทั้ง 2 ประเภทจึงควรเท่ากัน
ทว่าข้อมูลกลับแสดงผลแตกต่างกัน โดยเวลา 20:49 น. เป็นจุดที่จำนวนบัตรทั้งสองประเภทต่างกันสูงสุด คือมากถึง 906,825 ใบ และเมื่อสิ้นสุดการรายงานผล ยังคงมีคะแนน ‘เขย่ง’ ส่วนต่างสะสมอยู่ที่ 37,883 ใบ มีเพียง 9 เขตเลือกตั้งจาก 400 เขตเท่านั้นที่จำนวนบัตรทั้งสองประเภทเท่ากันพอดี
ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงเวลา 22:35–22:45 น. ข้อมูลฟ้องว่า มีกรณีที่ ‘คะแนนรวม’ สูงกว่า ‘จำนวนผู้ใช้สิทธิ’ เกิดขึ้นใน 49 เขตเลือกตั้ง ครอบคลุม 30 จังหวัด จำนวนคะแนนที่เกินมาอยู่ที่ประมาณ 86,000 ถึง 89,000 คะแนน ข้อมูลส่วนนี้ปรากฏอยู่ใน 3 Snapshot ก่อนจะหายไปเองในไม่กี่นาทีให้หลัง หรือเมื่อเวลา 22:49 น.
▪️ผู้สมัครกว่าพันราย ยิ่งดึกคะแนนยิ่งลด
การรายงานผลดำเนินไปเรื่อยๆ ผ่านช่วง GAP 2 ไปแล้ว กระทั่ง 22.35 น. ได้พบว่า มีการ ‘ปรับลดคะแนน’ ของผู้สมัคร สส. เป็นรายบุคคล จำนวน 2,157 กรณีด้วยกัน จากผู้สมัคร 1,384 ราย ใน 179 เขต 62 จังหวัด คิดเป็นยอดคะแนนที่ถูกลดทอนรวม 118,635 คะแนน แม้การลดคะแนนส่วนนี้จะไม่ทำให้ผลแพ้-ชนะเปลี่ยนไปก็ตาม
ปรากฏการณ์ ‘คะแนนลด’ นี้ เมื่อแยกออกไปตามพรรคการเมือง จะพบว่าพรรคที่ถูกลดคะแนนมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่
- 1. พรรคประชาชน คะแนนลดไป 49,291 คะแนน
- 2. พรรคภูมิใจไทย คะแนนลดไป 21,344 คะแนน
- 3. พรรคกล้าธรรม คะแนนลดไป 16,707 คะแนน
- 4. พรรคเพื่อไทย คะแนนลดไป 15,852 คะแนน
และเมื่อพิจารณาการปรับลดคะแนนเป็นรายบุคคล 10 อันดับแรก พบว่า เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาชน 9 คน ส่วนอีก 1 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คือ จิราพร สินธุไพร เขต 5 จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ที่อันดับ 8 ลดไป 2,310 คะแนน และผู้สมัครที่ถูกลดคะแนนมากสุดคือ รุ่งวิกรัย ครุฑธิยัง เขต 3 จังหวัดพะเยา จากพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม พบว่ามี 24 เขตเลือกตั้งผลคะแนนทำให้ผู้ชนะเปลี่ยนมือ หลังช่วง GAP 2 โดยผลคะแนนพลิกทันที 17 เขตใน Snapshot แรกหลังจบ GAP 2 เมื่อเวลา 22:35 น. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพลิกชนะจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมาเป็นพรรคประชาชน ส่วนอีก 7 เขต ทยอยพลิกสถานะในช่วงเวลา 23:01 น. ถึง 00:33 น. ของวันถัดไป
จากทั้ง 24 เขต แยกตามพรรค พบว่า มีการพลิกชนะมาเป็นพรรคประชาชนมากที่สุดจำนวน 15 เขต รองลงมาคือพลิกชนะเป็นพรรคภูมิใจไทย 6 เขต ตามด้วยพรรคกล้าธรรม 2 เขต และพรรคเพื่อไทย 1 เขต
▪️ความบกพร่องที่ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ
ยิ่งชีพ อัชชานนท์ ผู้จัดการ iLaw ได้ฝากข้อสรุปในช่วงท้ายว่า ข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดได้เผยแพร่แล้วผ่านเว็บไซต์ของ iLaw ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้มองเห็นว่าใครโกงอะไรบ้าง แต่จะพยายามสืบหาความเชื่อมโยงต่อไป แต่ข้อสำคัญคือการพบว่า กระบวนการรายงานผลคะแนนช่วงวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ มีความผิดปกติและอาจถูกแทรกแซงได้ก่อนนำมารายงานต่อประชาชน
นอกเหนือจากปัญหาในการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งเรียลไทม์แล้ว ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ ยังได้สะท้อนข้อค้นพบจากการเลือกตั้งในเวทีสนทนาสาธารณะ อาทิ พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิ We Watch ระบุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการจัดการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใสและไร้ประสิทธิภาพ โดยชี้ว่า กกต. มีอำนาจมากเกินไป และมีการฟ้องร้องปิดปากประชาชน พร้อมเสนอแนะนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง กกต. เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนและเปิดให้องค์กรภายนอกร่วมตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
ด้าน ณปัชกร งามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างข้าราชการฝ่ายปกครองกับผลการเลือกตั้ง โดยพบว่าสถิติบัตรเขย่งในเขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะมีความผิดปกติทางสถิติที่ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงคะแนนเฉพาะบัตรแบบแบ่งเขตหลังวันเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีผลต่อส่วนต่างคะแนนที่สามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้
เช่นเดียวกับ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล จาก CALL นำเสนอข้อมูลทดสอบสมมติฐานเรื่องการวางตัวบุคคลล่วงหน้า โดยพบว่ารายชื่อ กกต. ประจำเขต 537 คน ซ้ำกับคำสั่งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะคำสั่งในเดือนธันวาคม 2568 ที่พบรายชื่อ กกต. เขต ตรงกับคำสั่งโยกย้ายถึง 111 รายชื่อ
และเมื่อนำไปเทียบกับพื้นที่ 68 เขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง พบว่ามีรายชื่อตรงกันถึง 85 คน พร้อมยกตัวอย่างพื้นที่ชลบุรี เขต 1 ที่พบว่า กกต. เขต มีตำแหน่งจริงเป็นนายอำเภอซึ่งเป็นคนสนิทของผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย และบางรายเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว. อย่างชัดเจน
เกาะติดความเคลื่อนไหว หลัง เลือกตั้ง 2569 : อัปเดตข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ และ ผลการเลือกตั้ง 2569
https://thestandard.co/election2569/


