วานนี้ (18 กุมภาพันธ์) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 69 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทยและข้อตกลงหยุดยิง ในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันไว้ เมื่อ 27 ธันวาคม 68 ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ดังนี้
ประเด็นแรก กรณีที่ ฮุน มาเนต ระบุว่า “กองทัพไทยกำลังยึดครองดินแดนกัมพูชาอยู่ พร้อมทั้งได้ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม ส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นราว 80,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้”
โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า “กัมพูชาทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังมีการขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ได้มีการเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่างๆ มาตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ไขปัญหาในการนำประชาชนกลับไปยังพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชา
ดังนั้นกลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่น ดังที่นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้กล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และกระทำการรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ประชาชนชาวไทยเสียประโยชน์ในการเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว”
ประเด็นต่อมา ที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวอ้างถึงการยึดครองดินแดนของไทย รวมถึงการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ควบคุมอยู่นั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะที่ให้ทั้งสองฝ่ายคงวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันหลังการสู้รบ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม
ซึ่งข้อเท็จจริงคือทุกพื้นที่เหล่านั้น กองทัพไทยจำเป็นต้องเข้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อยับยั้งการถูกโจมตี การถูกคุกคามต่อชีวิตของทหารและประชาชนคนไทย จึงถือเป็นสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศใด สุดท้ายเมื่อมีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น การคงกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว จึงชอบธรรมตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมที่กัมพูชาก็ทราบและเข้าใจดี
ส่วนการวางตู้คอนเทนเนอร์ และลวดหนาม เพื่อใช้เป็นเครื่องกีดขวางสำหรับในบางพื้นที่นั้น เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชั่วคราว สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้าและกระทบกระทั่งในส่วนทหารและประชาชน
ประเด็นสุดท้าย สำหรับประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้ไทยเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการชายแดนกัมพูชา-ไทย (JBC) เริ่มดำเนินการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนนั้น พล.ต. วินธัย กล่าวว่า ฝ่ายไทยมีจุดยืนชัดเจน พร้อมดำเนินการและยินดีที่จะใช้กลไกทวิภาคีทุกระดับมาแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและเสริมสร้างความร่วมมือในพื้นที่ เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม ทั้งการลดระดับความตึงเครียดด้านทางทหาร ความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนจากทุ่นระเบิด รวมถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยที่อยู่ในระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ทั้งนี้ กองทัพบกพร้อมเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกันโดยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมต่อทุกสถานการณ์ เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมขอให้ฝ่ายกัมพูชาทบทวนข้อกำหนดในถ้อยแถลงร่วมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อันจะนำไปสู่ทิศทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและส่งเสริมความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน


