ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า องค์กรภาคธุรกิจในเอเชียเริ่มปรับตัวและมีเสถียรภาพ ที่ดีขึ้น ความกังวลด้านรายได้บริษัทผ่อนคลายลง และเริ่มมีรูปแบบในการดำเนิน การค้าระหว่างประเทศใหม่ ๆ เกิดขึ้น ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “Liberation Day tariffs” เมื่อกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา โดยหลายประเทศในเอเชียมองว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การค้าล่าสุด ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นอุปสรรค
ผลสำรวจ HSBC Global Trade Pulse 2025 ซึ่งทำการสำรวจบริษัทจำนวน 6,750 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลก พบว่า แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลัก จะยังคงดำเนินต่อไป แต่ 88% ของบริษัทที่ร่วมตอบแบบสำรวจ มีความเชื่อมั่น ในความสามารถขององค์กรของตน ในการขยายการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงสองปีข้างหน้า โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีมุมมองเชิงบวกมากกว่าองค์กรขนาดเล็กกว่า โดย 46% ของบริษัทขนาดใหญ่มีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อการเติบโตของการค้า ระหว่างประเทศ ขณะที่บริษัทที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีเพียง 38% เท่านั้นที่มีความเชื่อมั่น
สำหรับภาคธุรกิจในเอเชียนั้น 86% ของบริษัทในเอเชีย ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโต ของการค้าระหว่างประเทศ โดย 32% ของธุรกิจในเอเชียได้ขยายการค้า ระหว่างประเทศ เข้าสู่ประเทศใหม่ๆ แล้ว และอีก 50% มีแผนจะขยายการค้าระหว่างประเทศ เข้าสู่ประเทศใหม่ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการค้าน้อยกว่า
เมื่อแรงกดดันจากมาตรการภาษีเริ่มผ่อนคลาย ธุรกิจในเอเชียคาดว่า การหยุดชะงัก ของห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบต่อรายได้น้อยลง เมื่อเทียบกับหกเดือนก่อน ธุรกิจในเอเชียคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ในช่วงสองปีข้างหน้าที่ 13% ซึ่งลดลงจาก 18% ในการสำรวจ Trade Pulse ครั้งแรกเมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว ในขณะที่ธุรกิจในเอเชียที่กังวลว่าจะสูญเสียรายได้ 25% หรือมากกว่านั้น ได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 1 ใน 5 (18%) จาก 35% เมื่อหกเดือนก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 22% เล็กน้อย
อดิตยา กาห์เลาต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริการการค้าระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ภาคธุรกิจในเอเชียกำลัง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ความกังวลด้านรายได้จะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ภาคธุรกิจยังคงตระหนักถึงความเสี่ยง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการ ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้บริษัทในเอเชียขยับตัว ในขณะที่ความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้บริษัทต่างๆ ในภูมิภาคสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และวางแผนล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น
มุมมองความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจกำลังตอบสนองต่อการเปลี่ยน แปลงด้านการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ในการรับมือ กับความผันผวนได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ เรายังเห็นว่าผู้นำองค์กรธุรกิจ จำนวนมากเลือกที่จะนำกลยุทธ์ที่หลากหลายมาใช้ เพื่อปรับตัวเข้ากับวิถีการ ทำธุรกิจรูปแบบใหม่มากกว่าที่จะรอให้ความไม่แน่นอนคลี่คลาย
เอเชียหันมาทำธุรกิจกันเอง กระจายความเสี่ยงพึ่งพามหาอำนาจ
เมื่อแนวโน้มด้านภาษีนำเข้าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบทางการค้า ระหว่างประเทศใหม่ ๆ เริ่มเกิดขึ้น โดยธุรกิจในเอเชียหันมาเพิ่มน้ำหนักความสำคัญ ของภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปยังกลุ่มธุรกิจในเอเชีย พบว่า
- 41% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น
- 34% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ
- 29% มีแผนเพิ่มการพึ่งพาเอเชียใต้
- 30% ของธุรกิจในเอเชียยังมีแผนเพิ่มการพึ่งพายุโรป
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจทั่วโลก ยุโรปเป็นจุดหมายปลายทางด้านการค้า ระหว่างประเทศอันดับหนึ่ง (40%) รองลงมาคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (36%), เอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ (32%) และอเมริกาเหนือ (32%)
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ 32% ของบริษัททั่วโลกมีแผนเพิ่มการพึ่งพาทางการค้า กับอเมริกาเหนือ แต่ก็มีถึง 22% ที่วางแผนลดการพึ่งพาภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค
อดิตยา กล่าวเสริมว่า “แนวคิด ‘เอเชียเพื่อเอเชีย’ ไม่ใช่เพียงสโลแกนอีกต่อไป แต่สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) อีกทั้งตลาดผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีความพร้อม ล้วนทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ ไม่เพียงสำหรับธุรกิจในเอเชียเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัททั่วโลกด้วย”
ภาคธนาคารมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสนับสนุนการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับการค้า โดย 89% ของธุรกิจในเอเชียระบุว่าบทบาท ของธนาคารมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน ดังนั้น การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ จึงเป็นการสนับสนุน อันดับต้นๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการจากธนาคาร รองลงมาคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และการสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เช่น การจำลองสถานการณ์ การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการคาดการณ์กระแสเงินสด


