×

‘เรือเลือกทิ้งสมอรอ’ วิเคราะห์ ทำไมปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงน่าห่วงและเป็นสัญญาณอันตรายที่ไทยเลี่ยงไม่ได้?

03.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

หลังจากที่รายงานข่าว วันที่ 3 มี.ค. อ้างอิงสื่อทางการอิหร่าน ระบุว่า เอบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศคำเตือนที่รุนแรงที่สุดว่า ‘ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว’

 

หากเรือลำใดพยายามฝ่าฝืนน่านน้ำนี้ กองกำลัง IRGC และกองทัพเรืออิหร่านจะระดมยิงจนเรือเหล่านั้นลุกเป็นไฟ

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่ากับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง สรท.ขอประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกและโลจิสติกส์ของไทย

 

1. สถานการณ์ล่าสุดด้านการเดินเรือ

 

แม้ในทางเทคนิค ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แม้ ‘ยังไม่มีการประกาศปิดเส้นทางอย่างเป็นทางการ’ แต่จากข้อมูลภาคปฏิบัติพบว่า เรือสินค้าส่วนใหญ่ที่มีแผนผ่านเส้นทางดังกล่าว เลือก ‘ทิ้งสมอรอ’ หรือชะลอการเดินเรือเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยแล้ว

 

สรท. เห็นว่าสถานการณ์ลักษณะนี้ถือเป็น ‘การปิดทางอ้อมในเชิงพฤติกรรม’ (Behavioral Disruption)

 

กล่าวคือ แม้เส้นทางยังเปิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติระบบโลจิสติกส์เริ่มหยุดชะงักแล้วบางส่วน

 

ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

2. ผลกระทบทันทีต่อภาคส่งออกและโลจิสติกส์

 

  • Capacity หายไปจากตลาดทันที
  • เมื่อเรือหยุดรอ ไม่เดินทางต่อ ทำให้กำลังการขนส่งที่ใช้ได้จริง (Effective Capacity) ลดลงทันทีในตลาดโลก
  • ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยมีแรงกดดันปรับขึ้น
  • เมื่อ Supply ลดลง แต่ความต้องการขนส่งยังมีอยู่ ราคาค่าระวางเรือจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว
  • ขณะเดียวกัน บริษัทประกันภัยมีแนวโน้มปรับเพิ่ม War Risk Premium สำหรับเส้นทางตะวันออกกลาง

 

3. Lead Time ยาวขึ้นและไม่แน่นอน

 

ผู้ส่งออกไม่สามารถประเมินวันถึงปลายทางได้ชัดเจน ส่งผลต่อการบริหารสินค้าคงคลัง สัญญาส่งมอบ และกระแสเงินสด

 

4. ราคาพลังงานผันผวนทันที

 

ตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งโดยตรง

 

5.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

 

เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทมีความผันผวน เพิ่มความเสี่ยงด้าน FX ต่อผู้ส่งออก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

วางฉากทัศน์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์

 

หากภาวะความไม่แน่นอนนี้ยืดเยื้อเกิน 2-3 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลชัดเจนต่อ

 

  • ราคาพลังงานโลก
  • ค่าระวางเรือในเส้นทางเอเชีย-ยุโรป
  • ต้นทุนการส่งออกสินค้าไทย
  • ความล่าช้าในการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกา

 

หากยืดเยื้อ 3-6 เดือนขึ้นไป จะกลายเป็นผลกระทบ ‘เชิงโครงสร้าง’

 

  • ต้นทุนโลจิสติกส์สูงต่อเนื่อง กดดันอัตรากำไรผู้ส่งออก
  • กำลังซื้อประเทศผู้นำเข้าลดลง โดยเฉพาะประเทศพึ่งพาพลังงาน
  • คำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) ชะลอการตัดสินใจ
  • ภาคธุรกิจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มจาก Lead Time ที่ยาวขึ้น

 

กรณี ‘รุนแรง’ หากเกิดข้อจำกัดต่อเส้นทางพลังงานสำคัญ อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของไทยและเป็น ‘เส้นทางพลังงานโลก’

 

ขณะเดียวกัน บทบาทตลาดตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย จะกระทบ

 

1. ตลาดส่งออกโดยตรง

 

ตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอาหาร ฮาลาล ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย

 

2. ศูนย์กลางกระจายสินค้า (Hub)

 

ประเทศในอ่าวอาหรับเป็นศูนย์กระจายสินค้า ไปยังแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันออก หากเส้นทางสะดุด จะกระทบการส่งออกไปแอฟริกาโดยอ้อม

 

3.เส้นทางพลังงานโลก

 

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันส่วนสำคัญของโลก หากเกิดข้อจำกัดจะสะท้อนต้นทุนพลังงานมายังไทยโดยตรง

 

ธนากร ย้ำว่า แนวทางรับมือของ สรท. จะดำเนินการและเสนอแนวทาง

 

  • ติดตามสถานการณ์ค่าระวางเรือและประกันภัยอย่างใกล้ชิด
  • ประสานข้อมูลกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์
  • แจ้งเตือนสมาชิกบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging)
  • แนะนำผู้ส่งออกเผื่อระยะเวลาขนส่ง และทบทวนเงื่อนไข Incoterms
  • ประสานภาครัฐเตรียมมาตรการดูแลต้นทุนโลจิสติกส์

 

ความไม่แน่นอนเส้นทางขนส่งกระทบความเชื่อมั่นทางการค้า

 

“แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าและพลังงานนำเข้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลทางอ้อมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นทางการค้า” ธนากร กล่าว

 

ธนากร ระบุอีกว่า สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามใกล้ชิด แต่ภาคส่งออกไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพทางธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำรวจการค้าไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง ชี้มูลค่าสูง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบแม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก

 

โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ไทยส่งออก 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ

 

ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 2

 

ทว่า การค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้สูงถึง 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

“เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาคดังกล่าว”

 

นอกจากนี้ การที่อิหร่านปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยคาดการณ์ว่า “หากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

 

จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในส่วนของผลกระทบต่อภาคการผลิต มีการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) พบว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งของหลายอุตสาหกรรม

 

เปิดชื่อธุรกิจที่ใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง

 

โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง ได้แก่

 

  • เหล็กและเหล็กกล้า 7.93%
  • การฟอกและย้อมผ้า 6.31%
  • เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน 4.82%
  • ปูนซีเมนต์ 4.43%
  • ผลิตภัณฑ์จากโลหะ 4.01% แก้วและผลิตภัณฑ์แก้ว 2.74%
  • เสื้อผ้าและสิ่งทอ 2.53%

 

กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ อาจทำให้ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย

 

โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก อาจเผชิญความล่าช้าในการขนส่งจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

 

ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 3

 

ผลกระทบไทย : ระยะสั้นฉุด GDP 0.06% ภาคผลิตอุตสาหกรรมวูบ 3 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ

 

  • ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10-20% (ประมาณ 77-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม
  • ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% (ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนว่าความผันผวนของราคาพลังงานมีผลต่อภาคการผลิตไทย

 

ส.อ.ท.-หอการค้า กังวลอิหร่าน ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุช’ กดดันเศรษฐกิจไทย

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ภาคอุตสาหกรรมความกังวลผลกระทบต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช

 

“แม้ขณะนี้ผลกระทบ ‘เชิงจิตวิทยา’ จะเริ่มสะท้อนผ่านตลาดแล้ว โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นราว 5-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

 

เช่นเดียวกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กังวลว่า ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลกจะกระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ เรือบรรทุกชะลอการขนส่ง จะเกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศรวมถึงไทย” ดร.พจน์ กล่าว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories