ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับ อิหร่าน ที่สถานการณ์ยังตึงเครียด นำมาสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือหลักสำหรับการขนส่งน้ำมันของโลก ราว 20-30%
สถานการณ์ที่เกิดส่งผลให้ธุรกิจเดินเรือท่ัวโลกได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งความเสี่ยงต่อพนักงานเดินเรือที่ต้องแล่นผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ล่าสุด เกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกองสัญชาติไทยชื่อ มยุรีนารี (Mayuree Naree) ถูกโจมตีขณะกำลังเดินเรือผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือบรรทุกสินค้าลำดังกล่าว มีขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน และเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL
นอกจาก PSL แล้ว ไทยยังมีธุรกิจเดินเรืออีกหลายแห่งที่อาจได้รับผลกระทบทางทางตรงและทางอ้อม
ในด้านบวก ธุรกิจเดินเรืออาจมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าระวางเรือในการขนส่งสินค้ามากขึ้น รวมทั้งค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม อย่างกรณีของ Maersk บริษัทเดินเรือระโลก ได้ประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียม Emergency Freight Increase ทันทีสำหรับเส้นทางที่ไปกลับจากตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ตอบรับในเชิงบวกในช่วง 1-2 วันแรก หลังสงครามปะทุ
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีโอกาสที่ค่าระวางเรืออิงจาก Shanghai Containerized Freight Index (SCFI) จะพุ่งไปถึง 1,600 – 1,900 จุด
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มเดินเรือปรับตัวลงในทิศทางคล้ายกันในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะพุ่งขึ้นในช่วงแรกหลังสงครามปะทุ จากความกังวลต่อราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นกว่า 50% เป็นความเสี่ยงหลักต่อต้นทุนพลังงานของแต่ละบริษัท
Maersk ได้ออกมาเตือนว่า สงครามอาจดันต้นทุนการดำเนินงานให้สูงขึ้น 15-20% ซึ่งอาจกินกำไรที่เพิ่มมาได้ในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ


