หลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเครื่องดื่มต่างคาดหวังว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้บริษัทต้องเร่งบริหารความเสี่ยง ด้วยการล็อกต้นทุนวัตถุดิบล่วงหน้า พร้อมยืนยันว่าในระยะนี้ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์แน่นอน
พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ธุรกิจต้องรับแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในพื้นที่เติบโตเพียง 1% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับยิ่งท้าทายขึ้นในช่วงต้นปี 2569 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขนส่งและการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน พลาสติกและบรรจุภัณฑ์
บริษัทจึงติดตามความเคลื่อนไหวของต้นทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในวัตถุดิบบางรายการ ขณะเดียวกันก็เร่งเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุน
และอีกหนึ่งจุดแข็งคือการเป็นสมาชิกเครือข่าย Strategic Sourcing ระดับโลก ทำให้บริษัทสามารถต่อรองราคาวัตถุดิบได้ดีกว่าคู่แข่งจากการสั่งซื้อในปริมาณมาก แม้ปัจจัยอย่างสงครามและราคาน้ำมันจะควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่บริษัททำได้คือการบริหารต้นทุนภายในอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ยังเร่งเพิ่มสัดส่วนยอดขายบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตและลดผลกระทบจากราคาเม็ดพลาสติกที่ผันผวน แม้ปัจจุบันขวดแก้วยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% เนื่องจากผู้บริโภคนิยมบรรจุภัณฑ์แบบพกพาอย่างขวด PET และกระป๋องมากกว่า
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และต้นทุนขนส่งรวมถึงบรรจุภัณฑ์ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจกระทบต่อกำไรสุทธิและการจ่ายเงินปันผลได้ แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย บริษัทคาดว่าจะยังสามารถสร้างรายได้ราว 8,500 ล้านบาท หรือเติบโต 3-5%
ในด้านกลยุทธ์การเติบโต ยังมั่นใจในดีมานด์ของตลาดภาคใต้ พร้อมเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว 3 รายการในกลุ่มแฟนต้าและสไปรท์ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียม มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้ เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นยอดขาย
“ตราบใดที่ยังบริหารต้นทุนได้ ในไตรมาส 2 บริษัทจะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคและยอดขายในภาพรวม แต่หากต้นทุนสูงขึ้นจนรับไม่ไหวจริงๆ ก็อาจต้องพิจารณาการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้”หัวเรือใหญ่ หาดทิพย์ ย้ำ
แม้แบรนด์ในเครือจะได้รับความนิยมสูงในภาคใต้ แต่การแข่งขันในตลาดน้ำอัดลมยังคงรุนแรง สิ่งที่ยังต้องทำคือการจัดโปรโมชันที่คุ้มค่า เช่น การเพิ่มปริมาณสินค้า ตามด้วยการแถมสินค้าเมอร์ชันไดซ์ เช่น แก้วโค้ก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านผลประกอบการในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท หรือเติบโต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ปัจจุบัน หาดทิพย์ ยังคงครองอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องดื่มอัดลมในภาคใต้ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 23.2% ขณะที่การกระจายสินค้ายังคงเติบโต โดยเฉพาะช่องทางโรงแรมและร้านอาหาร ขยายตัว 10%
ภาพ: ‘หาดทิพย์’ ตรึงราคา

