×

3 บิ๊กธุรกิจใหญ่ ‘กันกุล-การบินไทย-ศุภาลัย’ งัดแผนรับมือสงคราม ยกระดับความเดือด หวั่นวิกฤตลากยาวผลกระทบแรง

23.03.2026
  • LOADING...
นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ซีอีโอ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง แถลงแผนรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความกังวลกับคนทั่วโลก หลังจากสงครามยกระดับความรุนแรงขึ้น หลังนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่สุดในโลกของกาตาร์ ที่ผลิตก๊าซ LNG ประมาณ 20% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก โดนโจมตีโดยขีปนาวุธอิหร่าน ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งกำลังจะมีผลกระทบต่อ Supply Chain ของธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก และของไทยภาคธุรกิจต่างๆ ของไทยตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
 
 

ประเด็นสำคัญ

 

 
ในฝั่งของธุรกิจรายใหญ่ของไทย ทั้ง ‘กันกุล-การบินไทย-ศุภาลัย’ ได้ออกมาประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ และมีแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 
นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยถึงมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในครั้งนี้ว่า จากการประเมินเบื้องต้นมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะมีความรุนแรงกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเฉพาะผลกระทบด้านโครงสร้างพื้นฐาน หากสถานการณ์สามารถยุติลงได้ภายใน 1 เดือน ทุกอย่างจะยังสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ
 
แต่หากยืดเยื้อไปถึง 3 เดือน หรือมีความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของน้ำมันที่ขยายวงกว้างขึ้น ก็อาจกลายเป็นวิกฤตระดับโลกที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบกับทุกภาคส่วน
 
อย่างไรก็ตาม สำหรับ GUNKUL ประเมินว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังมีค่อนข้างจำกัดมาก โดยสามารถแบ่งผลกระทบตามกลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
 
ธุรกิจโรงไฟฟ้า (Power Plant) ไม่มีผลกระทบจากสถานการณ์สงครามเนื่องจากพอร์ตลงทุนของบริษัทเป็นพลังงานสะอาด 100% จึงไม่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบ (Feedstock) อย่างก๊าซธรรมชาติ (LNG) หรือน้ำมันเลย ในทางกลับกัน วิกฤตครั้งนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อดีของพลังงานสะอาดที่ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ฉบับใหม่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (EPC) อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะท่อร้อยสายไฟใต้ดิน (HDPE) ที่ใช้ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งอิงกับราคาน้ำมัน ธุรกิจโรงงานและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ (Trading) สิ่งที่บริษัทมีความกังวลมากกว่าราคาน้ำมันคือ ความผันผวนของค่าเงินบาท ที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทต้องมีการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ รวมถึงราคาวัตถุดิบอย่างสายไฟ ทองแดง และอะลูมิเนียม ที่ต้องอิงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
 
ทั้งนี้ บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้ทำการล็อกราคาและสั่งซื้อล่วงหน้า (L/C) สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการอยู่ไปหมดแล้ว จึงยังไม่พบปัญหาขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ โดยประเมินว่าสัดส่วนต้นทุนที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของโลกและค่าเงิน จะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 10-15% ของต้นทุนรวมทั้งหมดเท่านั้น และหากเงินบาทอ่อนค่าลง 1 บาท จะกระทบต้นทุนไม่เกิน 10%
 
 

แผนขยายพอร์ตไฟฟ้าเตรียมดันสัดส่วนทะยาน 80-85% ในอนาคต

ในด้านผลประกอบการ การประเมินภาพรวมของ GUNKUL ควรพิจารณาจาก กำไรหลัก (Core Profit) หรือกำไรสุทธิร่วมกับส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing) มากกว่าการดูเพียงตัวเลขรายได้รวม เนื่องจากบริษัทมีกลยุทธ์การลงทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์ (JV) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนโดยไม่สร้างภาระหนี้ผูกพัน (Unconsolidated) สะท้อนจากปีที่ผ่านมา แม้รายได้รวมจะลดลงราว 10% แต่บริษัทกลับสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Profit) เติบโตได้ถึง 13% ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
 
ปัจจุบัน GUNKUL มีโครงสร้างสัดส่วนเนื้อกำไรจาก 3 ธุรกิจหลัก ดังนี้
 
ธุรกิจโรงไฟฟ้า เป็นแกนหลักที่สร้างกำไรสูงสุดในสัดส่วน 67% ซึ่งหากมองข้ามช็อตไปจนถึงปี 2572-2573 สัดส่วนกำไรจากโรงไฟฟ้าจะขยายตัวขึ้นไปแตะระดับ 80-85% อย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (EPC) มีสัดส่วนกำไรอยู่ที่กว่า 20% ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) สะสมอยู่ราว 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยยังคงเป้าหมายการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้อยู่ในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digits) หรือราว 15-20% ซึ่งจะสร้างเนื้อกำไรขั้นต้นได้ประมาณ 800-1,000 ล้านบาท ธุรกิจโรงงานและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ (Trading) มีสัดส่วนกำไรอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งบริษัทยังได้อานิสงส์ความได้เปรียบจากความครบวงจร (Ecosystem) ที่สามารถต่อยอดการขายแผงโซลาร์และอุปกรณ์ให้แก่ผู้รับเหมารายอื่นๆ ในตลาดที่กำลังเติบโตได้อีกด้วย

 

นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ซีอีโอ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง แถลงแผนรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง 1

ภาพ : นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL
 
 

กางแผนลงทุน 40,000 ล้านบาท ปักธงรายได้ทะลุหมื่นล้าน

Center เป็น New S-Curve สำหรับทิศทางธุรกิจในปีนี้ GUNKUL ตั้งเป้าหมายครั้งใหญ่ด้วยการทำสถิติรายได้สูงสุดใหม่ (New Record) ที่ระดับ 10,000 ล้านบาท และตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้แตะระดับ 2,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2570
 
โดยบริษัทได้ประกาศแผนเตรียมงบลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ใน 5 ปีจากนี้ ซึ่งจะแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
 
งบลงทุนประมาณ 25,000 – 27,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับพัฒนาและก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าที่บริษัทมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อยู่แล้วในไปป์ไลน์ (Pipeline) ให้แล้วเสร็จ งบลงทุนส่วนที่เหลือ จะนำไปใช้ลงทุนเพิ่มเติมในช่วงกรอบปีนี้และปีหน้า สำหรับรองรับโครงการโควตาพลังงานสะอาดใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจที่เป็น New S-Curve ของบริษัท
 
ทั้งนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสการเติบโตอีกมากทั้งในและต่างประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาโครงการพลังงานสะอาด ทั้งแสงอาทิตย์และลม ในประเทศฟิลิปปินส์และไต้หวัน ซึ่งตั้งเป้าหมายขนาดกำลังการผลิตที่ระดับ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไปต่อโครงการ คาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในครึ่งแรกของปีนี้ ในรูปแบบของการร่วมทุน (JV) เพื่อผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ในการช่วยบริหารจัดการข้อบังคับต่างๆ
 
นอกจากนี้ GUNKUL ยังเตรียมรุกธุรกิจ Data Center ซึ่งถือเป็น New S-Curve ของบริษัท โดยมุ่งเน้นการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ (Ecosystem) อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขายไฟ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน ไปจนถึงการช่วยเชื่อมต่อ ให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทยได้อย่างราบรื่น ซึ่งในปัจจุบันความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ถือเป็นโอกาสทองของ GUNKUL ในการประมูลงานก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม
 
 

รับมือต้นทุนแผงโซลาร์พุ่ง – ดอกเบี้ยแบงก์ยังหนุนพลังงานสะอาด

นฤชล ยังกล่าวถึงประเด็นราคาแผงโซลาร์เซลล์ในตลาดโลกว่า ปัจจุบันราคาได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อต้นปี 2568 และกำลังปรับตัวสูงขึ้น สาเหตุหลักมาจากมาตรการของรัฐบาลจีนที่เข้ามาควบคุมไม่ให้ผู้ประกอบการแข่งขันด้านราคาจนขาดทุน รวมถึงการยกเลิกการอุดหนุนภาษีส่งออก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนแผงโซลาร์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 9% ในช่วงเดือนเมษายนนี้
 
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ GUNKUL มีธุรกิจที่ครบวงจรและมีอำนาจต่อรองจากการสั่งซื้อในปริมาณมาก จึงยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้
 
ด้านสถานะทางการเงิน แม้ภาพรวมของสถาบันการเงินจะรัดเข็มขัดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่กลุ่มพลังงานสะอาดยังคงได้รับการสนับสนุนที่ดี ปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-3.5% เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารที่ต่ำกว่าการออกหุ้นกู้ ที่ปัจจุบันต้นทุนอยู่ราวเกือบ 4% อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้บริษัทเลือกที่จะใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเป็นหลักเพื่อสร้างผลกำไรให้ได้มากที่สุด
 
 

การบินไทยงัดแผน ‘กบจำศีล’ สู้ศึกตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรง ได้ส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมถึงสายการบินแห่งชาติอย่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จากต้นทุน ‘ราคาน้ำมันอากาศยาน’ (Jet Fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
 
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนหลักของสายการบินคือราคาน้ำมัน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้าที่มีสถานการณ์สงครามราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) อยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันได้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 220 ดอลลาร์แล้ว ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว
 
นอกจากนี้ การบินไทยยังได้ประเมินสถานการณ์กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) ว่าหากสงครามยืดเยื้อต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน หรือ จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปที่ระดับ 240 ดอลลาร์ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะมีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้แล้วถึง 50% ของปริมาณน้ำมันดิบ โดยจะครอบคลุมไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ก็ตาม
 
แต่การจะเข้าไปทำ Hedging เพิ่มเติมในเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาตลาดได้ถูกยกฐานขึ้นไปแล้ว หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในภายหลัง บริษัทอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการทำประกันความเสี่ยง (Hedging loss) ได้
 
 

ผู้โดยสารชะลอการเดินทาง ยอดจองตั๋วล่วงหน้ามีสัญญาณหด

สำหรับผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พบว่ายอดจองตั๋วล่วงหน้า (Booking) ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีสัญญาณลดลงต่ำกว่าปีที่แล้ว แม้ผู้โดยสารจะยังไม่ได้ยกเลิกเที่ยวบินแบบทันทีทันใด แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะ รอดูสถานการณ์ และชะลอการตัดสินใจเดินทางออกไปก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้โดยสารตลาดระยะไกล(Long-haul) ในเส้นทางยุโรป ออสเตรเลีย และภายในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกัน
 

 

นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ซีอีโอ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง แถลงแผนรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง 2

ภาพ : ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI
 
 

ปรับขึ้นค่าตั๋ว 10-15% สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

จากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น การบินไทยจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้บริษัทอยู่รอด โดยได้เริ่มปรับขึ้นราคาค่าโดยสารไปแล้วประมาณ 10-15% ผ่านกลไกการปรับราคาแบบไดนามิก (Dynamic Pricing) ด้วยการปิดการขายตั๋วในกลุ่มราคาต่ำ (Low-fare buckets) ทำให้ราคาเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดและสอดคล้องกับสายการบินอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
 
อย่างไรก็ตาม การบินไทยมีแผนที่จะขออนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เพื่อขอปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ซึ่งหากได้รับการอนุมัติ บริษัทก็จะปรับลดราคาตั๋วในส่วนของค่าโดยสารพื้นฐาน (Base Fare) ลงมาเพื่อชดเชยกัน ทำให้ภาพรวมของราคาที่ปรับขึ้นจะยังคงอยู่ที่ระดับ 10-15%
 
“การปรับราคาเป็นไปเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่การฉวยโอกาสในตอนที่ซัพพลายในตลาดน้อย เราต้องการเพียงแค่ครอบคลุมต้นทุนน้ำมัน เพื่อให้บริษัทอยู่รอดได้ เพราะถ้าเราไม่ขึ้นราคา องค์กรก็อยู่ไม่รอด” ชาย เอี่ยมศิริ กล่าวย้ำ
 
 

งัดมาตรการ ‘กบจำศีล’ ชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็น

หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน การบินไทยเตรียมนำกลยุทธ์ ‘กบจำศีล’ มาใช้ ซึ่งหมายถึงการอยู่นิ่งๆ เพื่อเอาตัวรอดในภาวะวิกฤต สิ่งใดที่สามารถลด ละ หรือเลิกได้ ก็จะดำเนินการทันที โดยเฉพาะการชะลอการลงทุนในอุปกรณ์บางอย่างที่ยังไม่เร่งด่วน หรือการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดแทน (Equipment Replacement) ออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจน เพื่อรักษาเงินสดและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่เร็วเกินไปจนอาจเสียโอกาสในภายหลัง
 
 

คงเป้ารายได้ 2 แสนล้าน ลุยลงทุน MRO ต่อ

แม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ ชาย ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อรุนแรงจนถึงขั้นทำให้สายการบินต้องปิดตัวเหมือนช่วงวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะเป็นตัวแปรสำคัญให้สถานการณ์ต้องคลี่คลาย
 
สำหรับเป้าหมายธุรกิจ โดยเฉพาะเป้ารายได้ที่ตั้งไว้ระดับ 2 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าจะยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากมีการปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้นมาช่วยชดเชย แต่ในส่วนของกำไรอาจจะต้องประเมินกันอีกครั้งเพราะค่าใช้จ่ายก็ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ แผนการรับมอบเครื่องบินและการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เช่น แฟรงก์เฟิร์ต อัมสเตอร์ดัม และจีน ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมโดยไม่มีการยกเลิก
 
ขณะเดียวกัน ในส่วนของแผนการลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) การบินไทยขอยืนยันว่าจะไม่มีการชะลอการลงทุนแต่อย่างใด และยังคงเดินหน้าลงทุนในพื้นที่เดิมตามความมุ่งมั่นที่ได้วางไว้ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนกรณีที่ค่าเงินบาทมีแนวโนมอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรกนี้เมื่อเปรียบกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมาจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถรับมือและจัดการได้
 
 

วอนรัฐดันไทยขึ้น ‘ฮับการบิน’ ย้ำวิกฤตนี้ต้อง ‘ช่วยตัวเอง’

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญท่ามกลางวิกฤต คือเรื่องการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดย ชาย ชี้แจงว่า สำหรับมาตรการลดภาษีน้ำมันนั้นไม่ได้ส่งผลต่อการบินไทย เนื่องจากบริษัทไม่ได้มีภาระภาษีในส่วนนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่การบินไทยต้องการเสนอและผลักดันรัฐบาลมาโดยตลอด คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) โดยมีสายการบินแห่งชาติเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน
 
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ ชาย มองว่าเรื่องดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยตรง
 
“สิ่งสำคัญที่สุดในยามวิกฤตคือ ต้องช่วยตัวเอง เพราะการจะร้องขอสิ่งใดจากรัฐบาล ต้องรู้และประเมินด้วยว่าภาครัฐมีขีดความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนั้นๆ ได้หรือไม่” ชายกล่าว
 
 

SPALI กางแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง สต๊อกวัสดุก่อสร้าง 3-6 เดือน

ด้านกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการสายงานก่อสร้าง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงมุมมองและแผนการรับมือของบริษัทต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นว่า สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงอยู่ในช่วงที่คาดเดาได้ยากหรือ ‘ฝุ่นตลบ’ ซึ่งความตึงเครียดที่ยืดเยื้อนี้ได้สร้างความกังวลและเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและท่อ PVC
 
ในด้านการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยนั้น SPALI ได้เตรียมแผนรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นไว้อย่างรัดกุม โดยบริษัทได้ประเมินถึงผลกระทบต่อกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่บริษัทว่าจ้าง หากผู้รับเหมาต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขนส่งวัสดุก่อสร้างและการนำดินมาถมในพื้นที่โครงการ บริษัทก็พร้อมที่จะพิจารณา ‘ผ่อนปรน’ ให้กับกลุ่มผู้รับเหมา เนื่องจากมีความเข้าใจในสถานการณ์สุดวิสัยที่เกิดขึ้น แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ระยะเวลาในการก่อสร้างโครงการบางแห่งต้องล่าช้าออกไปบ้างก็ตาม
 

 

นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ซีอีโอ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง แถลงแผนรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง 3

ภาพ : กิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการสายงานก่อสร้าง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI
 
 

ตุนวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า 3-6 เดือน ล็อกต้นทุน

สำหรับกลยุทธ์ด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการรับมือกับความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนวัสดุก่อสร้างในอนาคตนั้น ปัจจุบัน SPALI ได้ดำเนินการสั่งซื้อและสต๊อกสินค้าวัสดุก่อสร้างไว้ที่บริเวณหน้าไซต์งานก่อสร้างล่วงหน้าเป็นเวลา 3-6 เดือนแล้ว รวมไปถึงมีการทำสัญญาซื้อขายล็อกราคาและปริมาณไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ยังยากจะคาดเดา และความไม่แน่นอนว่าอาจเกิดภาวะวัสดุก่อสร้างขาดตลาดตามมาหรือไม่
 
 

จับตาสงครามยืดเยื้อ 8-10 เดือน กระทบต้นทุนเป็นวงกว้าง

กิตติพงษ์ ได้ประเมินภาพระยะยาวไว้ว่า หากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อต่อไปจากนี้อีกราว 8-10 เดือน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่บริษัทต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
 
ทั้งนี้ กลุ่มวัสดุก่อสร้างหลักที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม โลหะมีค่า กลุ่มปิโตรเคมี และ PVC โดยราคาของวัสดุเหล่านี้จะปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางของต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories