การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรเปิด และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือและขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลกระทบที่รุนแรงและน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับนานาประเทศรวมถึงไทย ที่อาศัยน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและแทบทุกด้านของชีวิตมนุษย์
ที่ผ่านมา ในปี 2025 มีการส่งออกน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย (อ่าวอาหรับ) ผ่านช่องแคบนี้ สูงถึงเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล หรือราว 20% ของอัตราบริโภคน้ำมันทั่วโลก ตามประมาณการของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (EIA) ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (19.3 ล้านล้านบาท) ต่อปี
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากการขนส่งน้ำมันของประเทศในอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถทำได้ พวกเขามีทางเลือกอื่นหรือไม่เพื่อส่งออกน้ำมันปริมาณมหาศาล โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบนี้
‘ท่อส่งน้ำมัน’ ทางเลือกทดแทนช่องแคบฮอร์มุซ
สำหรับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ณ ปัจจุบัน ทางเลือกที่ซาอุฯ ใช้ คือ ‘ท่อส่งน้ำมัน’
โดยท่อแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุด คือเครือข่ายท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก (East-West Crude Oil Pipeline) หรือ Petroline ซึ่งเป็นระบบท่อที่ยาวประมาณ 1,207 กิโลเมตร ทอดยาวจากแหล่งน้ำมันอับคิค (Abqaiq) บริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ในจังหวัดตะวันออก (Eastern Province) ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของซาอุฯ ใกล้กับบาห์เรนและกาตาร์ และข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังเมืองยันบู (Yanbu) ฝั่งทะเลแดง
ท่อส่งน้ำมันเส้นนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เพื่อให้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีฯ สามารถหลีกเลี่ยงสงครามเรือบรรทุกน้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้
ที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมันเส้นนี้ ซึ่งเป็นท่อแบบคู่ และสามารถดัดแปลงเพื่อใช้ขนส่งก๊าซธรรมชาติได้ด้วย สามารถส่งน้ำมันดิบได้วันละประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการขนส่งในสถานการณ์ปกติ แต่ในกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านท่อเส้นนี้ เพิ่มได้สูงถึงประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อีกท่อส่งน้ำมันที่มีขนาดเล็กรองลงมา คือท่อส่งน้ำมันดิบอาบูดาบี (ADCOP) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือชื่อเต็มๆ ว่า ท่อส่งน้ำมันฮับชาน-ฟูไจราห์ (Habshan-Fujairah Oil Pipeline) ความยาวประมาณเกือบ 400 กิโลเมตร ทอดยาวจากแหล่งน้ำมันบนบกที่เมืองฮับชาน ไปยังฟูไจราห์ โดยคาดว่าสามารถขนส่งน้ำมันได้วันละประมาณ 1.5 – 1.8 ล้านบาร์เรล
ส่วนอิรักมีหนทางในการส่งออกน้ำมันไปยังยุโรปได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน คือการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันเคอร์คุก-เซย์ฮาน (Kirkuk-Ceyhan Oil Pipeline) ความยาว 970 กิโลเมตร ที่ทอดยาวจากเมืองเคอร์คุกในอิรักไปยัง เมือง เซย์ฮานในตุรกี ติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีศักยภาพในการขนส่งน้ำมันได้วันละประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ท่อส่งเส้นนี้ส่วนใหญ่ขนส่งน้ำมันจากแหล่งผลิตทางตอนเหนือของอิรัก และที่ผ่านมา มักประสบปัญหาการหยุดชะงักหลายครั้งเนื่องจากข้อพิพาททางการเมืองและปัญหาด้านความมั่นคง
ทั้งนี้ ยังมีท่อส่งน้ำมันขนาดเล็กที่เชื่อมโยงระดับภูมิภาค เช่น ท่อส่งน้ำมันเชื่อมระหว่างซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ส่งน้ำมันให้กับระบบโรงกลั่นของบาห์เรน ซึ่งแม้จะมีประโยชน์สำหรับการขนส่งในระดับภูมิภาค แต่ก็ไม่สามารถชดเชยกับการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันปริมาณมหาศาลได้มากนัก
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันในภูมิภาคที่ยังอยู่ระหว่างการผลักดันและพัฒนา รวมถึงท่อส่งน้ำมันที่เชื่อมจากอิรักไปยังท่าเรืออากาบา (Aqaba) ติดชายฝั่งทะเลแดงในจอร์แดน
ท่อส่งน้ำมันยังไม่เพียงพอทดแทนฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ถึงแม้ศักยภาพในการส่งน้ำมันของท่อส่งน้ำมันต่างๆ เหล่านี้รวมกันจะมากถึงวันละกว่า 10 ล้านบาร์เรล แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ วันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันได้
สำหรับตลาดพลังงานโลกนั้น ทางเลือกเหล่านี้ อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักได้บ้าง แต่ไม่สามารถชดเชยการปิดช่องแคบเป็นเวลานานได้อย่างเต็มที่
ขณะที่การเลือกใช้เส้นทางในทะเลแดงในการขนส่งน้ำมันแทนช่องแคบฮอร์มุซ ก็ยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธ เช่น กลุ่มฮูตี ในเยเมน ที่รู้กันว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

อ้างอิง :


