×

GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero

05.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ขยายพอร์ตอินเดีย ไต้หวัน ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมหนุนรัฐบาลใหม่เดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยมองว่า หากไทยเดินช้า อาจเสียโอกาสและตามหลังคู่แข่งอย่างเพื่อนบ้านเวียดนาม ซึ่งกำลังจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถึง 2 แห่งใน 5 ปี

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบความมั่นคง พลังงาน ไทยและประเทศต่างๆ ปรับ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

 

ไทยเผชิญทาง 3 แพร่ง ท้าทายภาคพลังงาน

 

โดยโจทย์หลักที่สะท้อนภาพดังกล่าว คือ แนวคิด ‘Energy Trilemma’ ซึ่งประกอบด้วย 1.ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า 2.ราคาไฟฟ้าที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับได้ และ 3.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ในอดีต ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเพียงสองด้านแรก คือการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเข้าสู่ยุคภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้โจทย์พลังงานของประเทศซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ในความเป็นจริง ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน

 

“โดยเฉพาะโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่ให้ความเสถียรสูง และมีต้นทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซธรรมชาติยังมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก อย่างในปี 2565 ที่เกิดสงคราม ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าก๊าซยังมีข้อจำกัดด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งขัดกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาวของประเทศ

 

มองพลังงานแสงอาทิตย์และลม ยังท้าทาย ‘เสถียรภาพไฟฟ้าไทย’

 

ศิริเมธ มองว่า ในฝั่งของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แม้จะมีจุดเด่นด้านความยั่งยืนและช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านเสถียรภาพ เนื่องจากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานของระบบได้ เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ที่การผลิตไฟฟ้า ในช่วงกลางวันพุ่งสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์

 

ส่งผลให้โรงไฟฟ้าก๊าซต้องลดหรือหยุดเดินเครื่องเพื่อป้องกันไฟฟ้าล้นระบบ ทำให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนจากช่วงพีคกลางวันไปเป็นช่วงพีคในตอนเย็น เนื่องจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้มาก เมื่อแดดหมดแต่คนกลับบ้านใช้ไฟ ทำให้โรงไฟฟ้าหลักต้องเร่งผลิตไฟฟ้ากะทันหัน ซึ่งเป็นความท้าทายด้านเสถียรภาพระบบ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ‘Duck Curve’

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 1

 

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่าราคาไฟฟ้าในรัฐดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งในระบบสายส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน

 

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฐานเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ หากเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนโดยไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับในวงกว้าง

 

เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในเวียดนามและสเปน แม้เวียดนามจะมีค่าไฟฟ้าถูกกว่าไทย แต่เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถเทียบได้ ซึ่งในระยะยาวอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคอุตสาหกรรม

 

โลกมุ่งสู่ ‘พลังงานนิวเคลียร์’

 

ศิริเมธ มองว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างพลังงานของประเทศหลักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน หรืออินเดีย ซึ่งต่างประกาศเป้าหมายเข้าสู่ Net Zero พบว่าทุกประเทศวางแผนจนถึงปี 2050 ให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นฐานสำคัญของระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

 

การประเมินโดย BloombergNEF ระบุว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 75% ของพลังงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยยังคงต้องมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐาน ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้

 

ขณะเดียวกัน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่เอกชนเองก็รอความชัดเจน ก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งขยับเป้าหมายลดคาร์บอนให้เร็วขึ้น บรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาพิจารณา

 

“รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัด Loss of Load Expectation (LOLE) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แผนยอมรับความเป็นไปได้ของการเกิดไฟฟ้าดับ โดยกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือประมาณ 16.8 ชั่วโมงต่อปี ถูกบรรจุไว้ด้วย”

 

ลุ้นคลอดแผน PDP เวอร์ชันใหม่

 

ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินระบบพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาค่า Capacity Factor ซึ่งสะท้อนการผลิตไฟฟ้าได้จริงตลอดทั้งปี โดยพลังงานนิวเคลียร์มีค่าเฉลี่ยสูงถึงราว 90% โรงไฟฟ้าก๊าซอยู่ที่ประมาณ 85% พลังน้ำราว 50% ขณะที่พลังงานลมมีเพียงประมาณ 28% และพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ราว 17% เท่านั้น

 

ทว่า โครงสร้างเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยยังสะท้อน ให้เห็นแนวโน้มการพึ่งพาการนำเข้า LNG ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง LNG เป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ ส่งผลให้การตรึงค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีความท้าทายมากขึ้น

 

ในด้านโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าสูงถึง 41% และภาคธุรกิจอีก 24% ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้เพียง 29%

 

“สะท้อนว่าความมั่นคงและต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

 

ดังนั้น หากดูจากภาพรวม แม้ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 152 ล้านตันภายในปี 2035 แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจริง

 

แม้ในปี 2050 ภาคไฟฟ้าของไทยอาจยังมีการปล่อยคาร์บอน เหลืออยู่ราว 41.5 ล้านตัน จะเทียบเท่ากำลังผลิตของโรงไฟฟ้าก๊าซประมาณ 12,000 เมกะวัตต์ หากต้องการทดแทนทั้งหมดด้วย SMR จะต้องมีโรงไฟฟ้า SMR ราว 60 ยูนิต ขนาดประมาณ 200 เมกะวัตต์ต่อยูนิต เข้าไป

 

รุกเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนอินเดีย-ไต้หวัน ตั้งเป้า Top 3 อาเซียน

 

ศิริเมธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ โดยมีพอร์ตในอินเดียกว่า 6,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งธุรกิจในอินเดียไปได้ดีมาก และในไต้หวันอีกราว 200 เมกะวัตต์

 

“เราตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตทั้งหมด”

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายใต้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

“โรงไฟฟ้า SMR เป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้เร็วกว่าแผนเดิม ไม่เช่นนั้นนั้นอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงทุน”

 

โดยเฉพาะภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป (EU)

 

‘GPSC’ ชี้ทางรอดพลังงาน หากไร้นิวเคลียร์ ไทยอาจตามหลังเวียดนาม

 

โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลเวียดนาม ระบุว่า ได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน จังหวัด Ninh Thuan คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

“เวียดนามเองก็พยายามฟื้นแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง หลังระงับไปเกือบ 10 ปีที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่าคาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่จะมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 6.4 กิกะวัตต์ จะเปิดใช้งานได้ระหว่าง 5 ปี”

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 2

 

 

ทั้งนี้ นอกจากเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงราคาไฟฟ้า แต่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดในระยะยาว

 

ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่

 

ส่วนตัวมองว่า “นโยบายที่รัฐบาลซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านพลังงานสะอาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทดแทนไฟฟ้าฐานที่มีเสถียรภาพจากระบบหลักได้”

 

โดยบริษัทมองและวางทิศทางธุรกิจพลังงานในช่วง 3-5 ปี และระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ยังมีศักยภาพเติบโตชัดเจน โดยได้วางกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการพัฒนา พลังงานสะอาด (Green Power) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมและกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ

 

ปัจจุบัน GPSC มีพันธมิตรและพื้นที่ศักยภาพในประเทศไทย สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์

 

”พร้อมเดินหน้าทันทีหากภาครัฐเปิดให้ใช้ระบบส่งไฟฟ้าแบบ Third Party Access ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งไฟฟ้าไปยังลูกค้าได้โดยตรง“

 

โดยจุดโฟกัสสำคัญคือการรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน GPSC ยังทำงานร่วมกับกลุ่ม ปตท. ในการขับเคลื่อนพลังงานเพื่อการลดคาร์บอน (Decarbonization) โดยเทคโนโลยีอย่าง CCS และไฮโดรเจน จะเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการในระดับกลุ่ม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

 

ศิริเมธ ย้ำว่า บริษัทมีความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานไฟฟ้าเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ (FDI) แล้ว แต่ความชัดเจนด้านกติกาและนโยบายจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญว่าศักยภาพเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ได้เร็วเพียงใด

 

“ปัจจัยสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคุมต้นทุน และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ทันเวลาหรือไม่ ซึ่งนับวันก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในอ่าวไทยจะน้อยลง การพึ่งพานำเข้าก๊าซธรรมชาติ ที่โลกเผชิญภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ราคาผันผวน จะเป็นความท้าทาย หากไทยเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ให้เร็วจะยิ่งเป็นแต้มต่อศักยภาพของไทย ซึ่ง GPSC พร้อมลงทุน” ศิริเมธ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Sylvain Sonnet, NiseriN / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising