ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven)’ ในยามที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อสูง หรือเกิดความไม่แน่นอน เช่น ภาวะสงคราม แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น ราคาทองคำกลับดิ่งลงหนัก สวนทางกับความเข้าใจของนักลงทุนจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญ
หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกร่วงลงหนักสุดกว่า 20% โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นแค่ช่วงวันแรกหลังสงคราม ไปแตะ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากนั้นราคาดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 4,098 ดอลลาร์
ก่อนที่ราคาจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงปลายเดือนมีนาคม และพุ่งขึ้นกว่า 150 ดอลลาร์ ในช่วงหนึ่งวันหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิง
ส่วนราคาทองคำไทยหลังจากพุ่งไปแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อีกครั้ง หลังจากนั้นราคาร่วงลงไปแตะ 65,000 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 71,000 บาท
ทองคำไม่ได้การันตีว่าจะพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป
สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การเทขายทองคำในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมค่อนข้างรุนแรง ขัดกับความเชื่อในตลาด แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยความเคลื่อนไหวช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดสำหรับทองคำนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2013 ซึ่งเป็นผลจากการลดการใช้อัตราทด (Deleveraging) และสภาพคล่องที่ลดลง มากกว่าเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน
“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่การันตีว่าราคาจะสูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป แต่ราคาทองคำจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ซื้อรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากกว่าผู้ขาย เพียงเท่านั้น”
ช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนก่อนจนถึง ณ วันที่ 24 มีนาคม ทองคำดูเหมือนจะตอบสนองรุนแรงเกินไปต่อการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยความขัดแย้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง
การลดลงส่วนใหญ่ของราคาทองคำมาจากปัจจัยด้านโมเมนตัม คือเงินทุนไหลออกจาก ETF ทองคำทั่วโลก, การลดสถานะซื้อสุทธิ (Net Long) ในตลาด COMEX
โดย ETF ทองคำ ทั่วโลกมียอดขายสุทธิ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 84 ตัน ในเดือนมีนาคม นำโดยอเมริกาเหนือเกือบที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 87 ตัน และยุโรปที่ 0.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 7 ตัน ส่วนฝั่งเอเชียยังเห็นเงินทุนไหลเข้า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10 ตัน
5 ปัจจัยหลัก กดดันราคาทองคำ
บทวิเคราะห์จากโมเดล GRAM ของสภาทองคำโลกสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยทองคำได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนผลตอบแทนสะสมออกมาเป็นลบถึง 12% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนคุ้นเคยอย่างการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแรงขายสุทธิ แต่รายงานระบุชัดเจนว่ายังมีปัจจัยเบื้องหลังอื่นๆ ที่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยแรก คือเรื่องของสถานะการถือครอง ซึ่งพบความเสี่ยงจากการสะสมสถานะซื้อของผู้เล่นฝั่งรายย่อยที่สูงมาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะแห่ขายระลอกใหญ่ หากราคาเริ่มปรับตัวลดลง ข้อมูลยืนยันสิ่งนี้ผ่านการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของสถานะ Non-Reportable ในตลาด COMEX ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มรายย่อย รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกสุทธิถึง 80 ตัน โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าเป็นเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก
ปัจจัยที่สอง คือกลุ่มที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นนักลงทุนตามเทรนด์ก็เข้ามาเป็นตัวคูณแรงขาย โดยก่อนหน้านี้ CTA ถือสถานะ Long (ซื้อ) ไว้สูงมาก แต่เมื่อราคาทองคำร่วงลงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 50/55 วัน ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญในวันที่ 16 มีนาคม กลุ่มนี้จึงทำการปิดสถานะอย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรหรือตัดขาดทุน ทำให้แรงเทขายยิ่งทวีความรุนแรง
ปัจจัยที่สาม คือวิกฤตสภาพคล่องจากการลดเลเวอเรจในสินทรัพย์ต่างๆ ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง นักลงทุนจึงต้องเร่งขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อนำเงินไปสมทบเงินประกัน (margin call) ทองคำจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันในการถูกขายทำกำไรหรือขายเพื่อนำสภาพคล่องไปพยุงพอร์ตการลงทุนอื่นที่กำลังขาดทุน
ปัจจัยที่สี่ คือตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เข้ามาซ้ำเติม โดยนักลงทุนเทขายพันธบัตรเนื่องจากกังวลเรื่องช็อกเงินเฟ้อในระยะสั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี พุ่งสูงขึ้น
ปัจจัยที่ห้า คือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางและการคาดการณ์ในตลาด แม้ว่าธนาคารกลางตุรกีจะตัดสินใจใช้ทองคำประมาณ 50 ตันเป็นหลักประกัน ผ่านการทำสวอปเพื่อหาเงินสดชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนกลยุทธ์การถือครองทองคำ แต่ข่าวนี้กลับถูกนำไปตีความจนกลายเป็นข่าวลือเรื่องการขายทองคำระลอกใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ด้านสภาพคล่องเป็นหลัก
ในทางกลับกัน รายงานมองว่าการหยุดชะงักของกิจกรรมทางการตลาดในบางส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนั้น ไม่น่าส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำในตลาดโลก แม้ว่าปัญหาด้านการเดินทางและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์เครื่องประดับและทองแท่งขนาดเล็กโดยเฉพาะจากผู้ซื้อต่างชาติ จนทำให้ราคาในท้องถิ่นปรับตัวลงสู่ระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคา COMEX แต่การปรับตัวดังกล่าวก็ยังอยู่ในวงจำกัด
‘ตุรกี’ ปัจจัยเร่งเทขายทองคำมหาศาล 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times เผยให้เห็นปัจจัยกดดันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่า นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ตุรกีได้เทขายหรือปล่อยกู้ทองคำรวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงหนักที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่ปี 2013
รายงานจากการวิเคราะห์ของที่ปรึกษา Metals Focus บนข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ธนาคารกลางตุรกี (CBRT) ขายทองคำไปถึง 52 ตัน ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มีนาคม ทำให้ปริมาณทองคำสำรองสุทธิลดลงเหลือ 440 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางตุรกีได้จัดทำทองคำสวอป (Swaps) อีกประมาณ 79 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยเช่าทองคำแท่งเพื่อสร้างรายได้และนำเงินสดมาพยุงค่าเงินลีรา แต่ในทางกลับกัน กระบวนการนี้กลับไปเพิ่มอุปทานทองคำที่มีอยู่ในตลาด ทำให้ความกดดันด้านราคาทองคำมีมากขึ้นไปอีก
การเทขายทองคำของตุรกียังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง 20% และในปีนี้ นอกจากตุรกี ยังมีรัสเซียที่ขายทองคำออกไป 15 ตันในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์
แม้ว่าธนาคารกลางจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคมที่กว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมล่าสุดกลับกลายเป็นแรงกดดัน Nicky Shiels นักวิเคราะห์จาก MKS Pamp กล่าวว่า “การขายของธนาคารกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาลดลงกว่า 1,000 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมักจะคิดว่าธนาคารกลางจะเป็นผู้รับซื้อเสมอ แต่ข้อมูลล่าสุดและแถลงการณ์อย่างเป็นทางการกำลังหักล้างแนวคิดนั้น”
อ้างอิง:
- https://www.ft.com/content/6c931469-495c-4860-a455-4888af072f58?syn-25a6b1a6=1
- https://www.gold.org/goldhub/research/gold-market-commentary-march-2026#from-login=1&login-type=google

