สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการปรับฐานครั้งล่าสุด และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก และความคาดหวังว่า Fed จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
ในช่วงเวลาเดียวกัน Deutsche Bank ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทองคำในปี 2026 ขึ้นเป็น 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,000 ดอลลาร์ พร้อมประเมินว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 3,950-4,950 ดอลลาร์ ตลอดทั้งปี
ไมเคิล ซูห์ นักวิเคราะห์ของธนาคาร กล่าวว่า กระแสเงินทุนเริ่มทรงตัว และสัญญาณเชิงเทคนิคชี้ว่าการปรับฐานด้านสถานะการลงทุนได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ความต้องการทองคำที่เติบโตเร็วกว่าซัปพลายยังคงตอกย้ำแนวโน้มขาขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลในไตรมาส 3 ซึ่งชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของราคาทองคำที่ยังคงผันผวน หลังจากร่วงแรงเมื่อเดือนก่อนจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนหน้านี้ราคาทองคำได้ปรับขึ้นจากแรงซื้อจำนวนมากของธนาคารกลาง ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว
ด้านจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำหนักสำคัญของตลาดโลก ได้ซื้อทองคำเพิ่มเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันในเดือนตุลาคม ในปริมาณ 30,000 ออนซ์ ส่งผลให้ทองคำสำรองรวมอยู่ที่ 74.09 ล้านออนซ์ คิดเป็นมูลค่าราว 2.9 แสนล้านดอลลาร์
Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นเกือบ 20% แตะระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีหน้า โดย ดาน สตรอย์เวน หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์โลก ระบุว่า ปัจจัยหนุนที่ผลักดันราคาทองคำในปี 2025 จะเกิดขึ้นซ้ำอีกในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อทองคำในระดับสูงของธนาคารกลางนับตั้งแต่กรณีอายัดสินทรัพย์ของรัสเซียในปี 2022 หรือแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งช่วยลดต้นทุนโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทน
นอกจากนี้ Fed ยังกลับมาดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน และได้ลดไปแล้วสองครั้งในปีนี้ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า ตลาดให้ความเป็นไปได้ต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปมากกว่า 80%
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล วิดเมอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของธนาคารกลาง ชี้ว่าแม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปจนเกิดแรงขายทำกำไร แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ การย่อตัวลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ โดยการปรับขึ้นรอบนี้ไม่ได้ผิดปกติเมื่อเทียบกับรอบตลาดกระทิงของทองคำตั้งแต่ทศวรรษ 1970 พร้อมเสริมว่าการปรับฐานราว 10% ถือเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อย และหลังจากนั้นราคามักกลับมาพุ่งแรงอีกครั้ง
อ้างอิง:


