“ไม่ว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะมีรูปแบบอย่างไร ความท้าทายเร่งด่วนที่สุด คือการดึงประเทศออกจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและบทบาทความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง มิเช่นนั้นไทยก็จะติดกับดักรายได้ปานกลางไปพร้อมกับประชากรที่รู้สึกผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ กับการขาดโอกาส”
นิรมล โฆษ (Nirmal Ghosh) นักวิเคราะห์ นักเขียนอิสระ อดีตผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และอดีตประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ให้ความเห็นต่อการเลือกตั้ง สส.ของไทย ในเดือนหน้า ผ่านบทวิเคราะห์ที่ย้ำว่า “ประเทศไทยต้องปฏิรูป มิเช่นนั้นจะหมดความสำคัญ”
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า ด้วยลักษณะที่ผันผวนของการเมืองไทย ทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ชั้นนำหลายคน กำลังแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ ‘ได้ผลเร็วในระยะสั้น’ จะถูกนำมาใช้ แทนที่จะเป็นการเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาหลักๆ ของประเทศ เช่น ความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมที่ลดลง ประชากรสูงวัย ตลอดจนปัญหาความโปร่งใสและการทุจริต
โฆษ มองว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันยากลำบากสำหรับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หลังจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การเลือกตั้งยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไทยถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจ คือจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยต้องพึ่งพา โดยสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย คือการทูตทางเศรษฐกิจที่คล่องตัวและสร้างข้อได้เปรียบมากขึ้น
โฆษ ชี้ถึงความท้าทายของประเทศไทยในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่
- เหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาในเดือนมีนาคม 2025 ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ และหลายเมืองของไทย และก่อให้เกิดกรณีอาคาร 30 ชั้น ซึ่งเป็นที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ที่กำลังก่อสร้าง พังถล่มลงมา จนทำให้มีคนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 95 คน และนำมาสู่การสอบสวนเรื่องความไม่โปร่งใสและการทุจริต
- ความตึงเครียด ไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นเป็นความขัดแย้งทางอาวุธตามแนวชายแดน โดยในเดือนสิงหาคม แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากปมคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
- เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ใน อ.หาดใหญ่ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งดูเหมือนว่ารัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล จะไม่ทันตั้งตัวรับมือสถานการณ์
ขณะที่เหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นหลังปีใหม่ ทั้งเหตุการณ์โจมตีหลายครั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, เหตุเครนก่อสร้างถล่ม 2 ครั้งซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต โฆษมองว่า เหมือนกับเป็นการ ‘ขีดเส้นใต้’ เน้นย้ำปัญหาที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ
ความเสี่ยงจากนโยบายที่ไม่สอดคล้องกัน
โฆษ ยกคำพูดจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งในรัฐบาลไทย ที่กล่าวว่า “ความเสี่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องของวิกฤตแต่เป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกัน”
เจ้าหน้าที่รายนี้ มองว่า “สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การวางแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือและการปฏิรูปรายได้ เพื่อฟื้นฟูผลิตภาพและการลงทุน ไม่ใช่พึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”
โฆษระบุว่า เศรษฐกิจของไทยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง การส่งออกเติบโตขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่การนำเข้าเติบโตเร็วกว่ามาก โดยการท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงมีนัยสำคัญ และกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติมาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลกในปี 2025 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30.3 ล้านคน แซงหน้าฮ่องกง ลอนดอน และปารีส
อย่างไรก็ตาม การส่งออกนั้นคาดว่าจะหดตัวลงในปีนี้ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มที่จะเติบโตแต่ไม่มากนัก เนื่องจากเงินบาทไทยยังคงแข็งค่า และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงปกคลุมไปทั่วโลก ซึ่งโฆษ มองว่า “การท่องเที่ยวเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น ไม่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวได้”
สำหรับอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2025 อยู่ที่ 2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ และคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.5 ถึง 1.7% ในปีนี้ ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี และต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ประมาณ 4%
ขณะที่ไทยยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง โดยไตรมาสที่สองของปี 2025 อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 86.8% ซึ่งเขามองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของพรรคการเมืองต่างๆในรูปแบบของการแจกเงินช่วยเหลือ ดูมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
การกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคอีกครั้ง
โฆษชี้ถึงประเด็นความสำคัญต่อบทบาทของไทยในการกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดยในช่วงที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์มักเปรียบเทียบผลงานของไทยกับประเทศกับเวียดนาม ซึ่งคาดว่า GDP ของเวียดนาม อาจจะแซงหน้าไทยภายในสิ้นปี 2026
ขณะที่อดีตนักการทูตอาวุโสในอาเซียนรายหนึ่ง กล่าวกับเขาว่า “เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไทยครองมายาวนาน โดยเป็นการเน้นย้ำถึงอันตรายจากการที่ไทยกำลังลดบทบาทลง ซึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2014 ไทยแทบจะไม่มีบทบาทในอาเซียนเลย”
โฆษมองว่า การกลับมามีบทบาทนำได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายใน และคงความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจได้หรือไม่
โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยรายหนึ่งกล่าวกับเขาว่า “ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ เพราะบั่นทอนความเชื่อมั่น” และ “นักลงทุนสนใจเรื่องความสามารถในการคาดการณ์และดำเนินการ มากกว่าเรื่องอุดมการณ์”
ทั้งนี้ คาดว่าหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะมีช่วงเวลาของการต่อรองทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลผสมตามมา
โฆษเชื่อว่า “สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงหลังการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศประมาณเดือนมีนาคม ซึ่งมีอำนาจเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาหลักและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสถานะของไทยในระดับภูมิภาคและระดับโลก หรือมิเช่นนั้นก็อาจเสี่ยงต่อความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้น”
ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตให้สัมภาษณ์กับเขา โดยมองว่า “ความท้าทายสำหรับรัฐบาลชุดต่อไปไม่ใช่การเลือกข้างในเวทีระหว่างประเทศ แต่เป็นการโน้มน้าวพันธมิตรว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้เล่นที่น่าเชื่อถือและมองไปข้างหน้าในระเบียบภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเมือง ความสอดคล้องของนโยบาย และเสียงเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในอาเซียน ในช่วงเวลาที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น” ศาสตราจารย์ปวิน กล่าว
ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนไว้ใน Bangkok Post ว่า “ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องจับตาดูคือ รูปแบบทางการเมือง ทั้งการเลือกตั้ง การประท้วง ตลอดจนการแทรกแซงทางทหารและตุลาการ ว่าจะนำไปสู่การประนีประนอมระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าที่ยึดติดกับผลประโยชน์เดิม กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่”
ขณะที่โฆษ มองว่า “มีความเป็นไปได้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด หรือมีแนวโน้มที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม ก็จะต้องมีการแจกเงินสดเพื่อเอาใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และยังต้องประนีประนอมกับกลุ่มชนชั้นนำทางธุรกิจและการเมืองที่ฝังรากลึก ซึ่งต้องการรักษาสถานะเดิมไว้”
“แต่สิ่งนั้นจะไม่สามารถแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่า การดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ทั้งการท่องเที่ยว การให้สิ่งจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ และรูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ในโลกที่กำลังต่อต้านการค้าเสรีแบบโลกาภิวัตน์ นั้นไม่เพียงพอสำหรับประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว” เขากล่าวและทิ้งท้ายว่า “มีฉันทามติที่ชัดเจนในเรื่องนี้”
แต่ในส่วนที่ว่าชนชั้นนำผู้มีอำนาจของไทยจะเห็นด้วยและยอมปฏิบัติตามหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอดูกันต่อไป
อ้างอิง :


