ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้ แม้ยุบสภา แย้ม ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เปิดลงทะเบียนแล้ว เสียดายผลักดัน TISA ไม่สำเร็จ รับสื่อสารไม่ครบถ้วนเพียงพอ
วันนี้ (6 มกราคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้มีการยุบสภา
เสาที่ 1 คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติระบุว่าสามารถช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นจากติดหล่มที่คาดว่าจะขยายตัว 0.3% เป็นขยายตัวได้สูงเกิน 1% ในไตรมาส 4/2568
ตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ (Front-Loading) ทำให้การเบิกจ่ายการลงทุนภาครัฐขยายตัวเป็นบวกที่ระดับ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569
ขณะที่โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่สรุปว่ามีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.2% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการนั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินขั้นต่ำ โดยผลลัพธ์จริงอาจสูงกว่านี้ แต่ก็ต้องคำนึงผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปลายปีด้วย
เสาที่ 2 คือ แก้หนี้ประชาชน
ดร.เอกนิติชี้ว่า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม โดยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 เข้าร่วมโครงการได้
ดร.เอกนิติระบุว่า หนี้ NPL ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของจำนวนลูกหนี้ NPL ทั้งระบบ แม้จะไม่ใช่มูลหนี้ที่สูง แต่จะสามารถช่วยผู้คนได้มาก
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังมอบหมายให้ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประสานกับกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อสนับสนุนการให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและการสร้างวินัยทางการเงินแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ อีกด้วย
เสาที่ 3 คือ การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME
ดร.เอกนิติระบุว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้คืนสภาพคล่องให้แก่ SME ผ่านการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ค้างจ่ายให้กับ SME คิดเป็นมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพื่อเสริมการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) อีกด้วย โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในวันที่ 15 มกราคม 2569
เสาที่ 4 คือ เพิ่มการออม
ดร.เอกนิติยอมรับว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรการ Thailand Individual Saving Account (TISA) โดยยอมรับว่า การสื่อสารในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ครบถ้วน และเสียดายที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้สำเร็จ
พร้อมชี้แจงว่า ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า วงเงินลดหย่อนภาษีรวมในปี 2569 ลดลงจากเดิมที่ 8 แสนบาท มาอยู่ที่ 6 แสนบาท ก่อนจะลดเหลือ 5 แสนบาทในปี 2570 ขณะที่ TISA จะยังคงวงเงินลดหย่อนภาษีที่ 800,000 บาทอย่างถาวร
สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ ‘ออม พลัส’ ซึ่งเป็นการจำหน่าย พันธบัตร ‘ออม พลัส’ ให้กับประชาชนทุกเดือน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจการออมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง โดยมีราคาขั้นต่ำที่ 1,000 บาท ตามราคาตลาด นั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ได้จัดทำในส่วนของรายละเอียด มาตรการพันธบัตร ‘ออม พลัส’ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบด้านกฎหมายโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้การดำเนินงานมีความรอบคอบ
ขณะที่มาตรการส่งเสริมผู้ซื้อประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) ได้รับความเห็นชอบจากกฤษฎีกาแล้วบางส่วน โดยไม่สามารถยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัยได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดตามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169
อย่างไรก็ตาม มาตรการเสาที่ 4 ยังสามารถผ่อนคลายให้บริษัทประกันสามารถนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการความเสี่ยง และเป็นการช่วยสนับสนุนตลาดทุน
เสาที่ 5 คือ การดึงดูดการลงทุน
ดร.เอกนิติระบุว่า การดำเนินงานแล้วเสร็จตามแผน และสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการลงทุน Data Center ทื่สร้างผลกระทบด้านการจ้างงานต่ำ ต่อไปสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะไม่เน้นการสนับสนุนการลงทุน Data Center แต่จะเน้นต่อยอด เช่น ธุรกิจบริการคลาวด์
สำหรับฐานราก เป็นเรื่องของวินัยการคลัง ดร.เอกนิติระบุว่า เป็นที่น่าพอใจที่ S&P Global Ratings คงอันดับเครดิตของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมอง (Outlook) ที่ระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) จากการปรับแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาล (MTFF) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเห็นว่าประเทศไทยมีแนวโน้มสามารถปรับสมดุลทางการคลังได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ Moody’s Ratings ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ เป็น ‘ลบ (Negative)’ แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2568 ตามมาด้วย Fitch Ratings ที่ปรับลดมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) แต่คงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+ เมื่อเดือนกันยายน 2568


