×

‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ได้ไม่ยาก

29.08.2025
  • LOADING...
fiscal-transformation-plan

พิชัย รมว.คลัง เปิดเผยแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ชี้ต้องเพิ่มการลงทุนรวมเป็น 30-35% ต่อ GDP เร่งฟื้น FDI ดึง Know-How จากต่างชาติ เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ได้ไม่ยาก

 

วันนี้ (29 สิงหาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน FPO Symposium 2025 ภายใต้หัวข้อ ‘Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน’ 

 

เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทางการคลัง พิชัยเสนอว่า ต้องเริ่มจากแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางการคลังที่เป็นอยู่ โดยสังเกตได้จากพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่หดแคบลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี จากจำนวนหนี้สาธารณะที่ก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ปัจจุบัน ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ 65% ของ GDP ขณะที่เพดานหนี้อยู่ที่ 70% ของ GDP หมายความว่าเหลือพื้นที่ว่างในการก่อหนี้ได้อีกเพียง 5% ของ GDP หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเหลือช่องว่างน้อยมาก

 

ทั้งนี้ พิชัยเน้นว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทย ควรเน้นที่ปัจจัยภายใน (Internal Factors) ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขและควบคุมได้ แทนที่จะให้น้ำหนักมากกับปัจจัยภายนอก (External Factors) เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องปรับตัว

 

ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ภายใน 2570

 

สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยมีภาวะการคลังไม่สมดุล และมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากระดับ 48% เป็น 65% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 12 ล้านล้านบาท เป็นเพราะรายได้และรายจ่ายของภาครัฐไม่สมดุลกัน 

 

ไทยประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยขาดดุลงบประมาณราว 4.25% ของ GDP หรือประมาณ 8.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งพิชัยมีเป้าหมายต้องการที่จะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือประมาณ 3% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ผ่านวิธีการคุมรายจ่าย เพิ่มรายได้การคลัง

 

ตั้งเป้าเพิ่มรายรับภาครัฐอีก 600,000 ล้านบาท

 

สำหรับรายรับภาครัฐ พิชัยระบุว่า ไทยยังมีการจัดเก็บภาษีสุทธิ (ไม่รวมรายได้อื่นๆ) อยู่ที่ประมาณ 15% ของ GDP เท่านั้น ขณะที่พิชัยมองว่า รายรับภาษีของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 18% หรือสูงกว่า ซึ่งเท่ากับว่า ไทยต้องหารายได้เพิ่มอีก 600,000 ล้านบาทต่อปี

 

พิชัยจึงเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ทั้งการขยายฐานภาษี และเพิ่มการจัดเก็บในส่วนที่ควรเก็บได้ เช่น พิจารณาปรับแผนรายได้จากการลงทุน (Investment Income) เนื่องจากผลตอบแทนจากรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ (รวมถึงกองทุนบางชนิด) มี ROA ไม่ถึง 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก  

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนมานานแล้ว เช่น ทางด่วน และสายส่งไฟฟ้า ผ่านการจัดโครงสร้างราคาหรือนำมาจัดตั้งกองทุน Security เพื่อลดภาระหนี้ ถือเป็นการสร้างรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม (Monetization) ซึ่งพิชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังอาจร่วมมือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในส่วนนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง

 

ปฏิรูประบบราชการ เพิ่มรายจ่ายการลงทุน

 

พิชัยชี้ว่า งบประมาณรายจ่ายภาครัฐประจำปีทั้งหมดราว 3.8 ล้านล้านบาท ยังมีข้อกังวลอยู่มาก เนื่องจากงบส่วนใหญ่เกือบ 3 ล้านล้านบาทเป็นรายจ่ายประจำ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการและการอุดหนุนต่างๆ

 

ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนมีเพียง 500,000 ล้านบาทโดยประมาณ หรือราว 2.5% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำมาก

 

ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบราชการ รวมถึงเงินอุดหนุนต่างๆ เพื่อช่วยควบคุมรายจ่ายประจำ และนำเงินมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายได้อย่างตรงจุด

 

ลงทุนน้อย ทำเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 

 

พิชัยระบุอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพไว้เป็นเพราะว่า ไทยหันไปพึ่งการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Growth Engine) จากเดิมที่เคยเน้นการลงทุน

 

โดยสัดส่วนการลงทุนรวมระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทยเคยสูงถึง 51% ต่อ GDP ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 24% เท่านั้น ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นจากระดับ 46% มาเป็น 73% ต่อ GDP

 

แม้การลงทุนภาครัฐยังคงที่ แต่การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แผ่วลงอย่างมาก ทำให้ไทยขาดการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงขาดโอกาสในการทำความเข้าใจตลาดแห่งอนาคต (Future Market)

 

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดึงดูด FDI เพื่อดึงองค์ความรู้ (Know-How) จากต่างประเทศ มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการผลิตสมัยใหม่ เช่น หุ่นยนต์, ดิจิทัล, AI 

 

ปลดล็อก 4 ข้อจำกัด เร่งดึง FDI

 

ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ พิชัยชี้ว่า จำเป็นต้องมีการผ่อนคลายกฎระเบียบเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเอื้อให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวกมากขึ้น ดังนี้

 

  • ที่ดิน: สร้างความมั่นใจในการใช้ที่ดินระยะยาว เสนอให้มีการใช้สิทธิ 99 ปี สำหรับที่ดินรัฐ หรือโอนที่ดินเอกชนให้กรมธนารักษ์แล้วให้สิทธิใช้ 99 ปี แทนการซื้อขาด
  • พลังงาน: เพิ่มปริมาณไฟฟ้าให้เพียงพอ และมีราคาเหมาะสม ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) และพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ และไบโอแก๊ส  
  • น้ำ : ต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ทั้งจากภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลแหล่งน้ำ และรัฐวิสาหกิจ หรือการนิคม ที่รับผิดชอบดูแลการจัดส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
  • ความสะดวกในการทำธุรกิจ (Easing of Doing Business): ต้องลดความซับซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุมัติต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงการทำงานของกรมศุลกากรและการอนุญาต

 

ตั้งเป้าลงทุนรวม 35% ของ GDP

 

ทั้งนี้ พิชัยตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนรวมให้ถึง 30-35% ของ GDP จากระดับ 24% ในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าเมื่อมีการลงทุนจาก FDI เพิ่มมากขึ้น ก็จะนำไปสู่การลงทุนต่อเนื่องของคนในประเทศเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

หากการลงทุนรวมอยู่ในระดับ 30-35% ต่อ GDP พิชัยเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตที่ 4-5% ได้ไม่ยาก และนำมาซึ่งรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น บริหารจัดการหนี้สาธารณะได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

 

อยู่ระหว่างพิจารณาปรับ VAT

 

สำหรับการพิจารณาปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) พิชัยยอมรับว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกล่าวว่าไทยมีอัตรา VAT ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก 

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับ VAT จำเป็นต้องพิจารณาบริบทรายล้อมของไทยอื่นๆ ด้วย เช่น ประเด็นมาตรการภาษี ซึ่งคลี่คลายแล้วว่าไทยได้เรตที่พอแข่งขันได้ แต่อาจต้องหาเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่การค้าสะดุดไป 

 

ทั้งนี้ สำหรับความกังวลเกี่ยวกับภาระภาษีที่อาจกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย พิชัยเสริมว่า หากภาครัฐนำเงินภาษีที่เก็บได้มากขึ้น ไปส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งช่วยให้การจ้างงานดีขึ้น สุดท้ายแล้วผลดีจะกลับไปสู่ประชาชนรายย่อยได้เช่นกัน

 

ส่วน Negative Income Tax ซึ่งพิชัยกล่าวว่า กำลังพิจารณาให้เหมาะกับบริบทของไทย โดยภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบให้รองรับผู้คนที่อาจไม่พร้อมยื่นภาษี และจำเป็นต้องรอข้อมูลจากผู้ยื่นภาษี เพื่อนำมาพิจารณานโยบายช่วยเหลือให้เหมาะสม

 

เชื่อภาษี Transhipment ไม่รุนแรง แต่บอกไม่ได้ว่าเท่าไร

 

สำหรับประเด็นการเจรจาสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) เพื่อบรรเทาผลกระทบของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment Tax) พิชัยชี้ว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ย้ำว่ามีสัญญาณเชิงบวก 

 

โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ อาจไม่ได้กำหนดสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) สูงถึง 50% ซึ่งทำให้ข้อเสนออาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ยังบอกตัวเลขที่สหรัฐฯ เสนอไม่ได้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising