น่าสนใจไม่น้อยที่ในยุคซึ่งคนไทยเข้าถึงความรู้เรื่องการเงินได้มากที่สุด เรากลับยังเห็นคนจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจกับอนาคตทางการเงินของตัวเอง
วันนี้ เรื่องเงินไม่ใช่หัวข้อเฉพาะของนักลงทุนอีกต่อไป คำว่า Financial Literacy หรือทักษะทางการเงิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คนวัยทำงานจำนวนมากเริ่มติดตามข่าวเศรษฐกิจ ฟังพอดแคสต์การลงทุน อ่านบทวิเคราะห์ตลาด หรือเรียนรู้เรื่องภาษีและกองทุนผ่านคอนเทนต์สั้นๆ ระหว่างวัน ความรู้ทางการเงินจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเหมือนเมื่อสิบปีก่อน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความรู้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าความมั่นคงจะเพิ่มขึ้นในจังหวะเดียวกัน หลายคนเริ่มออม เริ่มลงทุน และเริ่มวางแผนมากขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ และอนาคตยังมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ
ข้อมูลล่าสุดของ ธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากมีพฤติกรรมการออมดีขึ้น แต่เงินส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปเงินฝากหรือเงินสด ขณะที่สัดส่วนของครัวเรือนที่นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินจริงยังมีไม่มากนัก และในเวลาเดียวกัน หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ
ภาพนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ปัญหาในวันนี้อาจไม่ใช่การไม่รู้เรื่องเงิน แต่คือหลายคนยังไม่สามารถเปลี่ยนความรู้นั้นให้กลายเป็นโครงสร้างการเงินชีวิตที่แข็งแรงได้จริง
โดยเฉพาะในช่วงวัย 30 – 35 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ชีวิตหลายด้านเริ่มเกิดขึ้นพร้อมกัน รายได้อาจเริ่มดีขึ้น ตำแหน่งงานขยับขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ภาระชีวิตก็เพิ่มขึ้นเร็วไม่แพ้กัน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายของครอบครัว ค่าใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และสำหรับหลายคน ยังรวมถึงบทบาทในการดูแลพ่อแม่ที่เริ่มชัดเจนขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนวัยนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้เงินมากขึ้นเพราะฟุ่มเฟือย แต่ใช้เงินมากขึ้นเพราะมาตรฐานชีวิตค่อยๆ ขยับขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น เรามักยอมจ่ายเพื่อความสะดวกมากขึ้น เลือกที่อยู่อาศัยดีขึ้น ใช้บริการที่ประหยัดเวลาให้ชีวิต หรือแม้แต่ยอมจ่ายกับรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่เรียกว่า Lifestyle Inflation ภาวะที่รายได้โตขึ้น แต่รายจ่ายก็ขยายตัวตามไปพร้อมกัน จนเงินที่ควรเหลือสำหรับอนาคตไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด
นี่คือเหตุผลที่หลายคนแม้เริ่มลงทุนแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกมั่นคง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเริ่มสร้างสินทรัพย์โดยที่ฐานรองรับความเสี่ยงยังไม่แข็งแรงพอ หลายคนมีพอร์ตลงทุน มีการซื้อกองทุนรายเดือน หรือเริ่มถือสินทรัพย์ระยะยาว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รายได้สะดุด งานเปลี่ยน หรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน กลับต้องถอนเงินลงทุนออกมาใช้ทันที
ในทางปฏิบัติ ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เริ่มจากผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุดว่า ถ้ารายได้หยุดวันนี้ ชีวิตจะเดินต่อได้อีกกี่เดือน
เงินสำรองฉุกเฉินจึงยังเป็นฐานสำคัญของระบบการเงินชีวิต แม้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนเคยได้ยิน แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนยังมีไม่พอ เพราะเงินสำรองไม่ได้ให้ความรู้สึกเติบโตเหมือนการลงทุน แต่ให้สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือความสามารถในการไม่ล้มเมื่อชีวิตสะดุด
สำหรับคนมีรายได้ประจำ เงินสำรอง 3 – 6 เดือนอาจเพียงพอ แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีภาระหลายด้านพร้อมกัน ระดับ 6 – 12 เดือนอาจเหมาะสมกว่า เห็นตัวเลขแล้วหลายอาจบอกจะไหวหรือ? ในความเป็นจริงเราไม่ได้จำเป็นต้องเก็บเงินทั้งหมดในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
อีกเรื่องที่พบได้บ่อยคือ เงินออมจำนวนไม่น้อยยังไม่เคยเริ่มทำงานจริง เงินจำนวนมากยังอยู่ในบัญชีเงินฝากที่แทบไม่สร้างการเติบโตระยะยาว ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ลดกำลังซื้อของเงินลงทุกปี
การออมจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ปลายทาง เงินก้อนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ควรถูกจัดบทบาทให้ชัด บางส่วนเพื่อสภาพคล่อง บางส่วนเพื่อการเติบโต ผ่านเครื่องมือที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน แต่แม้จะลงทุนได้ดีเพียงใด หากระบบป้องกันความเสี่ยงยังไม่ครบ แผนการเงินก็อาจสะดุดได้ง่ายกว่าที่คิด
ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นในปัจจุบันทำให้หลายครอบครัวเห็นชัดว่าเหตุการณ์ด้านสุขภาพสามารถเปลี่ยนสถานะทางการเงินได้ในเวลาไม่นาน โรคร้ายแรงจำนวนมากไม่ได้กระทบเฉพาะค่ารักษา แต่กระทบถึงรายได้และความต่อเนื่องของทั้งแผนชีวิต
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เครื่องมืออย่างประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง หรือประกันชีวิตสำหรับคนที่มีภาระครอบครัว ยังคงมีบทบาทสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เงินโต แต่มีหน้าที่กันไม่ให้เงินที่สะสมมาทั้งระบบเสียสมดุลจากเหตุการณ์ครั้งเดียว
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องของการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เก่งขึ้น แต่คือการออกแบบให้เงินทำหน้าที่ครบทั้งสามด้าน คือรองรับวันนี้ เติบโตเพื่ออนาคต และป้องกันวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน
เพราะในท้ายที่สุด เป้าหมายของการรู้เรื่องเงิน อาจไม่ใช่การเข้าใจเรื่องการเงินมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เงินกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้นในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

