กระทรวงการคลังคาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า ประเมินค่าเฉลี่ยปีนี้ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด
วันนี้ (27 มกราคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลประมาณการเศรษฐกิจไทย พร้อมประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทว่าจะเริ่มอ่อนค่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด
สศค. ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทในปี 2569 เป็น 32.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ตึงตัวกว่าที่เคยประเมินไว้
โดย สศค.ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากการที่เฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย น้อยกว่าที่คาดในรอบก่อน จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะลดได้ 3 ครั้ง เหลือเพียง 2 ครั้ง ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท
การคงดอกเบี้ยระดับสูงของสหรัฐฯ นานกว่าที่คาด ยังเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะถัดไป
คงประมาณการ GDP ปี 69 ที่ 2.0%
ส่วนคาดการณ์ GDP ปี 2569 สศค.คงไว้ที่ 2.0% ตามประมาณการครั้งก่อน โดยมองว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวดีขึ้น เป็น 35.5 ล้านคน ขยายตัว 7.7% จากปีก่อน (YoY) ขณะที่การส่งออกมีแรงส่งในช่วงต้นปี รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับสูง เมื่ออิงจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ทั้งนี้ สศค. เตือนว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังต้องติดตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้าออกไปราว 3 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569
ส่วนการปรับประมาณการ GDP ในปี 2568 ลงเหลือขยายตัวที่ 2.2% ซึ่งลดลงจากประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.4%
สำหรับสาเหตุที่ปรับลดประมาณการลงจากครั้งก่อน สศค. อธิบายว่า เป็นผลจากตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2568 ซึ่งมีการประกาศทีหลังออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึงตัวเลขภาคการผลิตชะลอตัวลงในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว
ส่วนไตรมาส 4/2568 สศค.มองว่า เศรษฐกิจมีการปรับตัวดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งช่วยทำให้ GDP ในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีขึ้นเป็น 1.8%
ย้ำรักษาเสถียรภาพการคลัง
พร้อมกันนี้ วินิจ ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังย้ำว่า กระทรวงการคลังจะเดินหน้ารักษาเสถียรภาพทางการคลังอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ให้เพียงพอรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะติดตาม ปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ด้าน อย่างใกล้ชิด ได้แก่
- ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกดดันภาคส่งออก
- ความเปราะบางทางการเงินจากระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน
- เสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ปัดตอบความเห็นนโยบายหาเสียง ย้ำคลังมีแผนขยายฐานภาษี
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ขณะนี้มีการติดตามและมอนิเตอร์ข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนทางการคลังและแนวทางการจัดหาแหล่งเงินเป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผยอยู่ในระบบแล้ว
อย่างไรก็ดี สศค.ขอไม่แสดงความเห็นเชิงประเมินต่อนโยบายเฉพาะของแต่ละพรรค โดยเฉพาะข้อเสนอด้านภาษีหรือมาตรการดึงผู้มีรายได้สูงเข้าสู่ระบบภาษี แต่ย้ำว่าในฝั่งของภาครัฐนั้น สศค.ได้เตรียม โครงสร้างภาษีและมาตรการขยายฐานภาษี เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีไว้แล้ว และเป็นแผนที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นระยะ
ในประเด็นความกังวลต่อการใช้นโยบายหาเสียงในช่วงที่ภาครัฐต้องรักษาวินัยการคลังและความน่าเชื่อถือด้านเครดิตเรตติ้ง สศค.ระบุว่า แนวทางดังกล่าวได้ถูกสะท้อนอยู่ใน แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framwork) ที่รัฐบาลใช้อยู่แล้ว ซึ่งวางกรอบความระมัดระวังด้านการคลังไว้อย่างต่อเนื่อง


