×

Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา

20.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในยุคใหม่

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา เราเห็นความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้มาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อจาก Jerome Powell ที่มีกำหนดจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026

 

ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินยังคงเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มทิศทางของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุน บทความนี้ จึงจะพาไปทำความรู้จักกับหนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน Fed คนใหม่ รวมถึงมุมมองของเราต่อทิศทางของ Fed ในอนาคต

 

Kevin Warsh นับว่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการเศรษฐศาสตร์ การเงินและการเมือง เคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่สภาเศรษฐกิจแห่งชาติซึ่งทำงานใกล้ชิดกับทำเนียบขาวในช่วงปี 2002-2006 อีกทั้งยังเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ Fed (Governor) ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่อายุเพียง 35 ปี นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญเบื้องหลังในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยเป็นตัวประสานงานหลักระหว่าง Fed กับ Wall Street ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งในปี 2011 (ก่อนหมดวาระในปี 2018) เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในขณะนั้น

 

จุดยืนด้านนโยบายการเงินของ Kevin Warsh ในอดีตเป็นไปในทิศทางเข้มงวด (Hawkish) จากการวิพากษ์วิจารณ์การขยายงบดุลของ Fed หลังวิกฤติ Subprime ว่าไม่มีความเหมาะสมและอาจส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยมองว่าเป็นการสร้างความเสี่ยงด้านเสถียรภาพให้แก่ภาคการเงินอย่างไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมักกล่าวถึงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้ออยู่บ่อยครั้งแม้ว่าในช่วงที่อัตราการว่างงานจะพุ่งสูงขึ้นมาก หรือในปี 2024 ที่ Fed ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 ในครั้งเดียว Warsh ระบุว่า Fed ควรลดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังจุดยืนของ Warsh เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น (Dovish) โดย Warsh ให้ความเห็นว่า Fed ควรจะพิจารณาผลของ AI ที่หนุนผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และเป็นปัจจัยกดเงินเฟ้อให้ต่ำลงในระยะข้างหน้า ช่วยให้สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ รวมถึงมองว่า Fed ควรมองข้ามผลของภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อเนื่องจากเป็นปัจจัยชั่วคราวเพียงเท่านั้น

 

สำหรับมุมมองของเรา ประเมินว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน Fed ท่านใหม่จะยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายด้านดอกเบี้ยของ Fed ใน 3 มิติหลัก คือ

 

1. นโยบายดอกเบี้ยในระยะสั้น คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เนื่องจากการกำหนดทิศทางนโยบายของ Fed นั้นต้องอาศัยเสียงส่วนใหญ่จากองค์ประชุม 12 ท่าน ส่งผลให้ Warsh จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างรากฐานแนวคิดและพยายามโน้มน้าวกรรมการท่านอื่นๆ ให้ได้ว่า Fed ควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร

 

2. ด้านการบริหารงบดุลของ Fed คาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Fed เพิ่งกลับมาใช้นโยบายขยายงบดุล (Reserve Management Purchase) ซึ่งสามารถสะท้อนมุมมองของคณะกรรมการที่ไม่น่าจะเห็นด้วยกับการลดขนาดงบดุลในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน

 

3. การปฏิรูปการสื่อสาร คาดว่า Fed จะยกเลิกหรือลดการเปิดเผยประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) และการให้สัมภาษณ์ เนื่องจาก Warsh มองว่าการสื่อสารที่มากเกินไปคือการผูกมัดตัวเองและอาจทำให้ตลาดเข้าใจผิด

 

ภาพ: รอยเตอร์ส

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories