×

ถ้ารถยังพังยับกันแบบนี้ มีโอกาสไหมที่ F1 จะเปลี่ยนแปลงกฎ?

18.03.2026
  • LOADING...
รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์

“ผมคิดว่าน่าจะมีรถที่เหลือแข่งจนจบแค่ครึ่งนึง”

 

คำพูดของ มาร์ติน บรันเดิล อดีตนักขับเอฟวันตัวจริงและพิธีกรมากประสบการณ์ของ Sky Sports วิเคราะห์เรื่องโอกาสที่รถแข่ง 11 ทีมในฤดูกาลใหม่ 2026 จะประสบปัญหาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในการแข่งขันสนามแรกที่อัลเบิร์ต พาร์ค ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

เพราะถึงคำทำนายของเขาจะพลาดไปเพราะในออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ มีรถที่แข่งไม่จบ 5 คัน ไม่ถึงครึ่งอย่างที่บรันเดิลมองไว้ แต่มาถึงเรซที่ 2 ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนรถที่ต้อง ‘DNF’ (Did not finish) ถอนตัวจากการแข่งเพิ่มขึ้นเป็น 7 คัน

 

ใกล้เคียงเข้าไปอีก!

 

มันนำมาซึ่งคำถามที่หลายคนก็แอบสงสัยเหมือนกันว่า ถ้ารถแข่งยังคงมีปัญหากันเยอะแยะมากมายต่อไปแบบนี้ มันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎบางอย่างของ F1 หรือไม่?

 

รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์ 1

 

แต่ก่อนจะหาคำตอบ มาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถแข่งในช่วง 2 เรซแรกที่ผ่านมาก่อน

 

โดยที่อัลเบิร์ต พาร์ค ลางไม่ดีนั้นเริ่มตั้งแต่การ DNS (Did not start) ของออสการ์ พิอาสตรี (McLaren) ที่เครื่องยนต์มีปัญหาจนทำให้ชนในช่วง Formation lap ซึ่งอีกคนคือ นิโค ฮุลเคนแบร์ก (Audi) ก็ไม่ได้ออกสตาร์ตเช่นกัน ขณะที่ไอแซค ฮัดจาร์ (Red Bull), วัลเทอรี บอตทาส (Cadillac) และเฟร์นานโด อลอนโซ ก็มีปัญหาแข่งไม่จบเหมือนกัน

 

ทั้งหมดเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนแปลงตามกฎใหม่ในฤดูกาลนี้

 

สถานการณ์นั้นยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีกในเรซที่ 2 ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อมีรถถึง 4 คันที่ไม่สามารถสตาร์ตได้ คือ อเล็กซ์ อัลบอน (Williams), กาเบรียล บอร์โตเลโต (Audi) และที่ช็อกทุกคนคือ 2 นักแข่งทีมแชมป์โลก แลนโด นอร์ริส และพิอาสตรี (McLaren) ก็มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์จนไม่สามารถออกสตาร์ตได้เหมือนกัน

 

ก่อนที่ในการแข่งจะมีรถต้องถอนตัว DNF อีก 3 คัน คือ แลนซ์ สโตรลล์ กับเฟร์นานโด อลอนโซ จาก Aston Martin และแม็กซ์ แวร์สเตพเพน แชมป์โลก 4 สมัยแห่ง Red Bull ที่ต้องถอนตัวในรอบที่ 45 เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบ Energy Recovery System (ERS) ล้มเหลว

 

ในภาพรวมแล้วจึงค่อนข้างชัดเจนว่า ‘เครื่องยนต์’ – ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม – ของรถแข่ง F1 ในฤดูกาลนี้ถือว่ามีปัญหาจริงๆ และมันก็ชวนสงสัยสำหรับหลายคนว่า FIA จะปล่อยให้มันเป็นปัญหาไปแบบนี้ มีรถแข่งที่แข่งไม่จบจำนวนมากเพราะเรื่องเดิมๆแบบนี้ต่อไปอีกนานไหม

 

หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักหน่อยเพื่อให้มันดีขึ้น? เพราะในสนามแข่งเองก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสนุกอะไรขนาดนั้น

 

Mercedes มีรถที่แรงกว่าชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ Ferrari และไม่ได้ทำให้การแข่งขันมันออกมาสนุกสนานสักเท่าไรเลย ไม่นับที่ทีมอื่นๆ ต้องระแวงว่าเครื่องยนต์จะพังไหม นักแข่งเองก็ต้องพะวงกับสไตล์การขับขี่ที่ต้องปรับตัวอย่างมากกับรถแข่งที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นรถ ‘ไฮบริด’ ไปแล้ว

 

รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์ 2

 

ความจริงเรื่องนี้ที่ต้องทำความเข้าใจกันคือ กฎระเบียบที่ออกมาใหม่นั้นทุกทีมต่างรับรู้ รับทราบ และยินยอมที่จะปฏิบัติตามอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการกดปุ่ม ‘Reset’ ทุกอย่าง เริ่มต้นกันใหม่

 

ที่เหลือคือการทำการบ้านของแต่ละทีมเองว่าจะออกแบบรถและเครื่องยนต์อย่างไรให้ออกมาดีที่สุด

 

ที่สำคัญคือหัวใจสำคัญของรถแข่ง F1 ไม่ใช่เรื่องของ ‘ความบันเทิง’ (Entertainment) เพราะมันคือการแข่ง ‘กีฬา’ (Sport) ดังนั้นกฎระเบียบอะไรก็ตามไม่ได้ถูกออกมาเพื่อให้มันเป็นการแข่งขันที่สนุก ตื่นเต้น เร้าใจที่สุด

 

ทุกอย่างทำเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม บริสุทธิ์ และยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

 

แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเปลี่ยนแปลงกฎหรืออะไรเลยไม่ได้

 

F1 ในช่วงเปิดฤดูกาลนี้มี ‘รูโหว่’ (Loophole) ในเรื่องกำลังอัดของเครื่องยนต์ที่ทำให้ Mercedes อาศัยช่องว่างของกฎตรงนี้ในการตีความให้ไม่ผิดกฎ แต่ก็ชิงความได้เปรียบในการแข่ง จาก 16:1 เป็น 18:1 ซึ่งมันเห็นได้ชัดใน 2 สนามแรกที่ จอร์จ รัสเซลล์ และอันเดรีย คิมี อันโตเนลลี ผลัดกันเข้าเป็น P1, P2 แบบสบายๆ

 

ประเด็นนี้ F1 รับรู้และเตรียมที่จะมีการปิดช่องโหว่ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ที่หลายๆ ทีมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าถึงตรงนั้นจะได้โอกาสดีในการปรับแต่งอะไรสักหน่อย

 

แต่ในทางตรงกันข้ามมันหมายถึงยังเหลืออีก 11 สนามที่ Mercedes จะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งในระหว่างนี้ แม้ในมุมมองของบิ๊กบอสอย่าง โตโต วูล์ฟ เขามองว่ากฎใหม่ รถใหม่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร การแข่งยิ่งสนุกด้วยซ้ำ สะท้อนจากการเห็นรถของ Mercedes บดบี้กับ Ferrari แซงมาแซงกลับกันหลายหนในช่วงแรกของการแข่ง

 

“ในมุมมองของความบันเทิง เราได้เห็นแล้วในวันนี้ว่าระหว่าง Ferrari กับ Mercedes เป็นการแข่งที่ดี”

 

อีกจุดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคือเรื่องของการเรียกพลังงานกลับคืน (Energy recovery) ซึ่งมี 2 ระดับคือ 250 kW ในแบบที่เรียกว่า ‘Super clipping’ กับ 350 kW โดยอย่างหลังจะเกิดขึ้นเมื่อนักแข่งถอนคันเร่งหรือเบรก แต่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในจุดนี้ให้สามารถเรียกพลังงานแบบ Super clipping ได้เต็มที่ 350 kW ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจจะช่วยให้ทุกอย่างลงตัวขึ้น

 

หรืออีกแนวทางข้อเสนอคือการลดกำลังไฟฟ้าลงจาก 350 kW ลงเหลือ 300 kW หรือ 250 kW เพื่อที่จะให้อยู่ได้นานมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี หากจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ (แต่สำคัญ) เสียมากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบกลับไปใช้สัดส่วนเครื่องยนต์น้ำมันกับไฟฟ้าใกล้เคียงของเดิม

 

เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ทุกคนมูฟออนแล้ว และจะไปข้างหน้าเท่านั้น

 

รถแข่ง F1 ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาเครื่องยนต์ 3

 

ปัญหาที่ผ่านมาเป็นเชิงเทคนิคที่เป็นการบ้านสำหรับทีมวิศวกรของแต่ละทีมที่จะต้องหาทางปรับจูนและแก้ไขให้ได้

 

แม้กระทั่ง Aston Martin ที่ได้เอเดรียน นิวอี นักออกแบบรถในตำนานซึ่งผนึกกำลังกับการใช้เครื่องยนต์ของ Honda ที่รู้มือกันมานาน แต่ปรากฏว่าการเรื้อวงการไปหลายปีของ Honda ที่มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากทำให้รถแข่งของพวกเขามีปัญหาตั้งแต่พรีซีซันและยังมีปัญหาจนถึงตอนนี้

 

McLaren เองก็งานหยาบพอกันจากเรซที่จีน และพยายามที่จะหาทางจัดการแก้ไขอะไรๆ ให้มันดีขึ้น เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ทีมที่ยังอยู่ระหว่างการหาส่วนผสมและสูตรที่ลงตัวที่สุดในการจะสร้างรถแข่งที่ดีที่สุดให้นักแข่งได้ขับ

 

ความโชคร้ายที่การแข่งขันที่บาห์เรนและซาอุดีอาระเบียต้องยกเลิกไปจากปัญหาสงครามในภูมิภาคอาหรับในเดือนหน้า อาจจะเป็นช่วงจังหวะเวลาโอกาสที่ดีสำหรับทุกทีมที่จะระดมสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ได้

 

บนความหวังว่าถ้าหากทำได้จริงๆ เราจะได้ดูการแข่งที่เข้มข้นเร้าใจแบบบเต็มที่อีกครั้งเหมือนเดิม

 

เพิ่มเติมคือความสุขของทั้งนักแข่ง เพราะนักแข่งจำนวนไม่น้อยที่บ่นเรื่องของการแข่งที่ไม่สนุก เต็มไปด้วยปัญหา และหลายคนพะวงว่ามันจะทำให้สูญเสียจิตวิญญาณของรถแข่งและการแข่งขันไป

 

เพราะเราอยากดู F1 จริงๆ ที่ไม่ใช่ Mario Kart

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising