เพียงแค่ 5 วัน หลังจากบาห์เรน ปรีซีซันเทสต์ ที่ ชาคีร์ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ในวันแรก การปรีซีซัน เทสต์ รอบที่ 2 ที่ชาคีร์ ก็เปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี่จะเป็นการเทสต์ครั้งสุดท้ายในศึก F1 ก่อนที่ ฤดูกาลใหม่จะเปิดฉากขึ้น
THE STANDARD SPORT ได้พูดถึง ‘ใครปัง’ และ ‘ใครพัง’ ในการเทสต์ครั้งแรกก่อนหน้านี้ และเช่นกันกับครั้งนี้ เราก็ได้เก็บประเด็นและบทสรุปมาฝากกันเหมือนเดิม
สำหรับใน ปรีซีซั่นเทสต์ บาห์เรน 2.0 ประจำฤดูกาลนี้ แม้จะเป็นการว่งทดสอบแต่ก็มาพอที่จะทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ชนะ หรือ ผู้พ่ายแพ้, ใครเด่น หรือ ใครดับ ประจำช่วงปรีซีซันเทสต์ที่ผ่านมา
กลุ่มผู้ชนะ ซึ่งมีโอกาสจะกลายเป็นดาวเด่น ประจำยุคใหม่ในศึก F1 ที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎมากมาย โดยบรรดาทีมเหล่านี้ ทั้งหมด เป็นทีมที่ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเชกดาวน์ ต่อเนื่องมาจนถึงปรีซีซันส์เทสต์ทั้ง 2 สัปดาห์
เริ่มต้นกันที่ทีมที่ทำผลงานดีที่สุดในการทดสอบรถรอบนี้อย่าง เฟอร์รารี พวกเขาระเบิดฟอร์มได้ในวันสุดท้ายของการทำการทดสอบ
โดยเฟอร์รารี ทิ้งห่างคู่แข่งถึงเกือบ 0.879 วินาที จากการจำลองการวิ่งเหมือนการแข่งขันในรอบควอลิฟาย หลังจากนั้นทีมก็มาเน้นการเก็บระยะทางซึ่ง ชาร์ลส์ เลอแคลร์ วิ่งไปถึง 132 รอบในวันเดียว
นอกจากนี้ทัพม้าลำพอง ยังมีนวัตกรรมที่น่าสนใจอย่าง Beam Wing ขนาดเล็กและปีกหลังแบบกลับหัวมาทดสอบ ซึ่งดีไซน์ทั้ง 2 อย่าง ช่วยสร้างรากฐานที่ดีให้กับรถรุ่นใหม่ด้วย
นอกจากนี้ เฟรด วาสเซอร์ ยังแสดงให้แฟนๆ ทิโฟลี เห็นถึงกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม โดยใช้แผน “Spec A” คือเริ่มด้วยรถแบบพื้นฐานแล้วค่อยอัปเกรดภายหลัง ซึ่งสวนทางกับคู่แข่งอย่าง แมคลาเรน แต่กลับทำผลงานได้ดีเกินคาด
ที่สำคัญ เฟอร์รารี ยังแสดงให้เห็นถึงการซ้อมที่ยอดเยี่ยมของนักขับอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน จากการออกตัวที่รวดเร็วและยอดเยี่ยม เนื่องจากเครื่องยนต์ของพวกเขาถูกออกแบบมาให้เหมาะกับลำดับการปล่อยตัวแบบสั้น ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในเรซแรกๆ
ข้ามฝั่งไปดูที่คู่แข่งสำคัญอย่าง เมอร์ซีเดส ทีมที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในสายตาของหลายคนในพิตเลน แม้จะไม่ได้เน้นทำเวลาด้วยน้ำมันน้อยเหมือน เฟอร์รารี แต่ความเร็วในการวิ่งอย่างต่อเนื่องนั้นเร็วกว่าทีมม้าลำพองอยู่หลายสิบวินาที
หลังการเทสต์ คิมี อันโตเนลลี ทำเวลาได้ 1 นาที 32.803 วินาที เร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ในบรรดานักขับทั้ง 22 คนที่ลงทำการเทสต์ตลอด 3 วัน แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ทีมแสดงออกมา
ข้อมูลระบุว่าเครื่องยนต์ของทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ มีความได้เปรียบในทางตรงเหนือกว่าคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม พวกเขายังเผชิญกับปัญหาด้านความทนทานของระบบกลไกอยู่บ้าง
ขณะที่ทีมอย่าง แมคลาเรน ก็ถูกคาดหมายว่าจะอยู่ในกลุ่ม “Big Four” แต่อาจจะยังไม่ใช่ทีมที่เร็วที่สุดในตอนนี้ เพราะพวกเขาเทสต์ทำความเร็วเป็นอันดับที่ 3 โดย ออสการ์ ปิอัสทรี ตั้งแต่วันที่ 2 โดยตามหลัง คิมี อยู่เพียง 0.058 วินาทีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทีมมะละกอพอใจกับความทนทานและการเก็บข้อมูลตามแผนที่วางไว้ โดย พวกเขายังมีแผนการอัปเกรดรถที่ชัดเจนตลอดฤดูกาล และคาดว่าสนามเมลเบิร์นซึ่งเป็นสนามแรกจะเข้าทางรถของพวกเขา
ถัดมาจะเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้กลางๆ มีข้อดีบ้าง มีข้อเสียบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเกินหน่าเกินตาทีมอื่น แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่จนแผลใหญ่อะไร
และไม่น่าเชื่อว่า ในทีมกลุ่มนี้ จะมีชื่อของทั้ง ฮาส และ อัลพีน ที่อยู่ด้วย โดยเฉพาะทีมหลัง ที่ในสนามก่อนเรียกได้ว่าอนาคตไม่ค่อยสดใส แต่มาในสนามนี้ กลับทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ
ทีมดังจากฝรั่งเศสมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างมากหลังจากหยุดพัฒนาพรรครถปีที่แล้วเพื่อทุ่มทรัพยากรให้รถปี 2026 การใช้เครื่องยนต์เมอร์ซีเดส ช่วยให้พวกเขามีความเร็วทั้งในรอบเดียวและการวิ่งระยะยาวที่น่าประทับใจ
ต้องอย่าลืมว่า อัลพีน คือทีมบ๊วยของ F1 ในฤดูกาลที่ผ่านมา และพวกเขา คือหนึ่งในทีมที่มีทรัพยากรน้อยที่สุดในศึก F1 ด้วย
ถัดมาคือทีมฮาส ซึ่งมีช่วงพรีซีซันที่ราบรื่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยความทนทานของรถที่ยอดเยี่ยมและความเร็วในรอบเดียวที่โดดเด่น
พวกเขาทำสถิติ จำนวนรอบวิ่งได้มากเป็นอันดับ 3 ในการทดสอบสัปดาห์ที่สอง และเป็นทีมที่ใช้เครื่องยนต์ของเฟอร์รารี่ที่ทำระยะทางได้มากที่สุดด้วย ซึ่งนั่นทำน่าจะทำให้แฟนๆ ทีมจากอเมริกาทีมนี้พอใจได้
เรซซิงบูลล์ ถูกมองว่าเป็น “ม้ามืด” โดยเฉพาะการที่นักขับอย่าง อาร์วิด ลินด์บลาด ซึ่งสามารถลงวิ่งได้ถึง 165 รอบภายในวันเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของการทดสอบครั้งนี้
ถึงแม้จะไม่ได้มีเวลาที่ยอดเยี่ยม แต่ผลงานครั้งนี้ของทีมรองของเรดซิงบูลล์ ก็แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องและทนทานในการออกแบบรถของพวกเขา
ขณะที่ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน จากทีมอย่าง เรดบูลล์ เรซซิง แม้จะไม่ได้วิ่งมากเท่ากับ ลินด์บลาด แต่ก็สามารถทำเวลาเข้ามาเป็นอันดับที่ 5 ด้วยเวลา 1 นาที 33.109 วินาที ตามหลัง เลอแคลร์ อยู่ 1.117 วินาที ซึ่งก็ไม่ถือว่าไกลมากขนาดนั้น
อย่างไรก็ตาม ในการเทสต์ครั้งนี้ แม้ ไอแซ็ก ฮัดจาร์ จะพลาดการวิ่งในช่วงเช้าวันพุธ แต่โดยรวมทีมพบปัญหาเครื่องยนต์น้อยลงกว่าการทดสอบครั้งแรก และก็ถูกวางตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในทีม Big Four เหมือนเดิม
ขณะที่ คาดิลแลค ก็นับเป็นทีมน้องใหม่ที่น่าประทับใจอีกครั้ง หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับคำชมในสนามที่แล้วมากมายจากบรรดานักวิเคราะห์ มาในสนามนี้พวกเขาก็ยังคงทำได้น่าพอใจ
แม้จำนวนรอบในสัปดาห์ที่สองนี้ รอบวิ่งจะลดลงเหลือ 266 รอบ จาก 320 รอบในสัปดาห์แรก แต่ความเร็วของ วัลเตรี บอตตาส กับ เซร์คิโอ เปเรซ ก็แสดงให้เห็นว่าทีมไม่ได้รั้งท้าย
อันที่จริงแล้ว เวลาของทีมพวกเขาดีกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของการทดสอบปีที่แล้วกว่า 2 วินาที ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหนือความคาดหมายสำหรับทีมที่เพิ่งได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และอาจแซงหน้าทีมรุ่นพี่บางทีมได้ในการแข่งขันจริงด้วย
อีกทีมที่เรียกได้ว่าอยู่ในกลุ่มกลาง เพราะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ก็ไม่มีวิกฤต หรือความผิดพลาดใหญ่ๆ ได้แก่ทีมอย่าง อาวดี ที่เตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลแรกในฐานะทีมโรงงาน
พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมจากการออกแบบที่ทำให้รถมีความทนทาน สามารถวื่งได้มากถึง 357 รอบ มากที่สุดเป็นอันดับ 7 ในบรรดาทีมต่างๆ และสลัดคราบทีมน่าผิดหวังที่บาร์เซโลนา ออกไปได้จนเกือบหมด
โดยทาง นิโก อูล์เคนแบร์ก ยืนยันว่า เขา รู้สึกว่าทีมได้ว่า “ก้าวหน้าไปอย่างมากจากบาร์เซโลนาจนถึงจุดที่เราอยู่ทุกวันนี้” แต่เสริมว่า “ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก” ในอนาคต
ข้ามฝั่งมาดูกลุ่มท้ายแถวกันสักหน่อย โดยกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มทีมที่ต้องเจอกกับวิกฤตและความท้าทาย รวมถึงบางรายต้องเจอกับปัญหาที่คาดไม่ถึง
เริ่มกันที่ วิลเลียมส์ ที่เหมือนจะทำผลงานได้น่าประทับใจจากสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากแสดงออกถึงความทนทานจากการเก็บระยะวิ่งออกมาได้ ทำให้ในสัปดาห์นี้ แฟนๆ อยากจะเห็นพวกเขาแสดงออกถึงความเร็วกันบ้าง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง
วิลเลียมส์ ลงมาทำการวิ่งแบบ Long Run แต่มันกลับถูกนิยามว่าเป็นอะไรที่ “น่าเบื่อและไร้แรงบันดาลใจ”
แม้ต่อมาพวกเขาจะพยายามทำความเร็วด้วยยางที่นิ่มกว่าคู่แข่ง แต่เวลาที่ได้ยังห่างไกลจากจุดที่ควรจะเป็น แม้จะคำนวณเรื่องปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปแล้วก็ตาม
นั่นหมายความว่า วิลเลียมส์ ยังมีโจทย์ใหญ่ ที่ต้องแก้ให้เสร็จอีกมาก ก่อนที่ฤดูกาลจะเปิดฉาก
และสำหรับตำแหน่งท้ายแถว ในการเทสต์สัปดาห์นี้ ก็ไม่ได้ต่างจากสัปดาห์ก่อนเลย เพราะท้ายแถวยังคงเป็น แอสตัน มาร์ติน ที่ต้องประสบกับปัญหามากมาย
พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากที่สุดเนื่องจากทำระยะทางได้น้อยที่สุด พวกเขาพบปัญหาด้านความทนทานอย่างหนัก โดยเฉพาะเครื่องยนต์ฮอนด้า และระบบแบตเตอรี่ ทำให้ แลนซ์ สโตลล์ วิ่งได้เพียง 6 รอบโดยไม่มีเวลาต่อรอบในวันสุดท้าย
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แอสตัน มาร์ติน ไม่มีโอกาสแก้ตัวในสนามทดสอบอีกแล้ว และต้องไปลุ้นกันต่อที่เมลเบิร์นเลย ซึ่งจากสถานการณ์ตอนนี้ รถ AMR26 ของพวกเขา เสี่ยงที่จะโดนคาดิลแลคกดดันตั้งแต่นัดเปิดสนามเลยก็ว่าได้
จากวันนี้ นับถอยหลังอีกเพียงแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์การแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล 2026 จะจัดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคมจะเปิดฉากขึ้น
ภาพของ ปรีซีซันเทสต์ อาจจะสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างออกมาได้ก็จริง แต่ทุกอย่างจะตัดสินกันในอีก 14 วันข้างหน้า ซึ่งเป็นเวลาอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ ที่แฟนๆ น่าเริ่มจะนับถอยหลังกันแล้ว
อ้างอิง
- https://www.the-race.com/formula-1/f1-2026-bahrain-test-two-winners-losers/
- https://www.skysports.com/f1/news/12433/13509188/f1-pre-season-testing-2026-fastest-times-and-most-laps-completed-by-each-team-at-final-bahrain-test-in-sakhir
- https://www.formula1.com/en/latest/article/in-numbers-who-was-the-fastest-and-who-recorded-the-most-laps-at-the-second.7x0s5SNQ78lh04oUqtYpX8
- https://racingnews365.com/f1-2026-bahrain-pre-season-2nd-test-day-2-full-results-2
- https://www.motorsport.com/f1/news/f1-bahrain-pre-season-test-lap-times-mileage-day-six/10799293/
- https://www.formula1.com/en/latest/article/5-key-questions-that-need-answering-after-the-second-2026-pre-season-test-in.37kNCffnnwjtLNxSnzlUD


