×

ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026

14.12.2025
  • LOADING...
ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นจุดหมายใหม่ของ Fund Flow นักลงทุนในปี 2026

ผ่าน Event สำคัญช่วงปลายปี 2025 อย่างการประชุม FOMC ในเดือน ธ.ค. ถึงแม้ผลการประชุมจะออกมาตามที่ตลาดคาดโดยคณะกรรมการ Fed มีมติลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.50% – 3.75% แต่ในระยะถัดไป Fed มีมุมมองต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเริ่มส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้อย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม มีการประกาศแผนเข้าซื้อ Treasury Bills ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเป็นปัจจัยบวกบรรยากาศการลงทุนและมีแนวโน้มที่จะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิด Santa Rally ช่วงท้ายปี

 

ทั้งนี้ เมื่อมองไปยังปี 2026 นักลงทุนที่มี Position ในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ของน้ำหนักพอร์ตการลงทุนจะเผชิญกับความท้าทายสำคัญมากกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดหุ้นหลักอย่างสหรัฐฯ มีระดับ Valuation ที่ตึงตัวโดยดัชนี S&P 500 ( ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2025) ซื้อขายที่ Forward P/E 25.8x สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 19.5x และสูงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงไตรมาส 4Q25 ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณการกระจายตัวของผลตอบแทนที่ชัดเจนมากขึ้น กระแสการลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่เริ่มเห็นเม็ดเงินของนักลงทุนไหลเข้าสู่กลุ่มอื่นๆ มากขึ้นในกรณีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม Defensive มีผลตอบแทนที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่ม Value ในหลายภูมิภาค อาทิ เฉพาะยุโรปและญี่ปุ่น ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดต่อเนื่อง

 

จากระดับ Valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ที่ตึงตัว ทำให้เราได้เห็นเม็ดเงินบางส่วนหมุนไปยังอุตสาหกรรมหรือภูมิภาคที่เศรษฐกิจ-กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในขณะที่ปัจจัยซึ่งเคยกดดันก่อนหน้าคลี่คลายลงและมีมูลค่าที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบ เบื้องต้นเรามองว่าตลาดหุ้นยุโรปมีโอกาสสูงที่จะเป็นจุดหมายสำคัญ หากเกิดกระแสการ Rotation ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นยุโรปในปี 2026 และคาดว่าจะช่วยเพิ่มเสน่ห์และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมีดังนี้..

 

1. สงครามรัสเซียยูเครน มีสัญญาณนำไปสู่การเจรจาหาทางออกร่วมกัน
ประธานาธิบดีเซเลนสกีเผยว่า ยูเครนกำลังสรุปข้อเสนอ 20 ข้อที่จัดทำร่วมกับสหรัฐฯ และผู้นำยุโรป แม้ยังหลายประเด็นหลักที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เช่น สถานะของพื้นที่ที่รัสเซียยังคงยึดครองในยูเครนตะวันออก และรูปแบบของหลักประกันความมั่นคงในอนาคตสำหรับกรุงเคียฟ แต่โดยรวมถือเป็นพัฒนาการสำคัญต่อความพยายามยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

2. เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนหลักจากนโยบายการคลังของเยอรมนี
นโยบายการคลังขนาดใหญ่ของเยอรมนีมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปในปี 2026 โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมหลายด้านทั้งกลาโหม โครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และมาตรการลดภาษี มีมูลค่ารวมกว่า 524.5 พันล้านยูโร ขณะที่กองทุนพิเศษด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหมจะไม่ถูกนับในกฎ Debt brake ที่จำกัดการกู้เงินไว้ที่ 0.35% ของ GDP ทำให้เยอรมนีมีพื้นที่ลงทุนเพิ่มเติม นอกเหนือจากนี้ยังคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนีจะส่งผลบวกต่อประเทศยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่มีห่วงโซ่อุปทานกับเยอรมนี เช่น ออสเตรีย เช็กเกีย ฮังการี โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวาเกีย เป็นต้น

 

3. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังผลักดันการเติบโตของยุโรป
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุโรป โดยข้อมูลจาก S&P Global “Economic Research Economic Outlook Europe Q1 2026: Germany’s Fiscal Reawakening” (As of 24 Nov 2025) ระบุว่าตั้งแต่ปี 2021 ภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีส่วนช่วยเพิ่มการเติบโตของมูลค่าเพิ่ม (Gross Value Added) ให้กับเศรษฐกิจยูโรโซนเฉลี่ย 0.4% ต่อปี ขณะที่ปี 2025 การลงทุนด้าน ICT เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยยูโรโซนลงทุนกว่า 100,000 ล้านยูโร และสหราชอาณาจักรอีก 20,000 ล้านยูโร เช่นเดียวกับประเทศใหญ่ในยุโรปต่างเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีในทิศทางเดียวกัน

 

4. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ผลักดันเงินเฟ้อขึ้นสูงจน ECB ต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
เศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัวและได้รับแรงเสริมจากมาตรการการคลังขนาดใหญ่ของเยอรมนี ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวจน ECB ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 หลังใช้นโยบายผ่อนคลายตลอดปี 2025 ทั้งนี้คาดเงินเฟ้อยุโรปอาจไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจากอัตราค่าแรงมีแนวโน้มชะลอล้อไปกับตลาดแรงงานที่อ่อนตัว นอกจากนี้ดัชนีราคาผู้ผลิตของประเทศจีนที่ยังหดตัวต่อเนื่องมีผลต่อยุโรปเพราะยุโรปมีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 20% ของสินค้านำเข้าทั้งหมดของยูโรโซน ทำให้เงินเฟ้อโดยรวมจากสินค้ามีแนวโน้มไม่เร่งตัวขึ้นเช่นกัน

 

5. กำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสฟื้นตัวใน 2026 ขณะที่ Valuation ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น
ข้อมูลจาก Bloomberg วันที่ 11 ธ.ค. 2025 เผยว่าในไตรมาส 3Q25 ตลาดหุ้นยุโรป อิงดัชนี STOXX600 รายงานผลประกอบการแล้ว 80.7% พบว่า กำไรเติบโต 6.9% YoY สูงกว่าคาดที่ 3.35% YoY ขณะที่ Consensus ประเมินว่ากำไรทั้งปี 2025 จะโตเพียง 0.32% YoY แต่ปี 2026 คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นสู่ 9.6% YoY จากแรงหนุนของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและค่าเงินยูโรที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สำหรับดัชนี STOXX600 (วันที่ 11 ธ.ค. 2025) ซื้อขายบน Forward P/E ในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ระดับ 16.3x ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะ 10 ปีที่ 15.6X และหากกำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวดีกว่าคาด ก็มีโอกาสเห็นการ Re-rate P/E ในระยะถัดไป

 

อุตสาหกรรมเด่นในภูมิภาคยุโรปที่มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในปี 2026
สาธารณูปโภค (Utilities) : กลุ่ม Utilities ในยุโรปได้รับแรงหนุนพร้อมกันจากหลายปัจจัย ทั้งจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Centers และ AI, การขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้ามีความสามารถรักษาระดับราคาขายไฟฟ้าได้ดี การเติบโตของผลประกอบการมีความสม่ำเสมอ มีกระแสเงินสดที่มั่นคงนอกจากนั้นยังมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง

 

  • ธนาคาร (Banks): เศรษฐกิจยุโรปที่มีแนวโน้มฟื้นตัวประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เริ่มทรงตัวเช่นเดียวกัน สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2026 และเป็นเครื่องยนต์สำคัญของกำไร โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดทุนและรายได้ประกันที่สูงขึ้น นอกจากนั้นกลุ่มธนาคารยุโรปมีระดับเงินกองทุน CET1 Ratio ที่แข็งแรง (เฉลี่ย 14.9% ในปี 2025) ทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารทุนทั้งในรูปแบบการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน

 

  • กลุ่มป้องกันประเทศ (Defense): ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่รอบการเพิ่มงบกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยข้อมูลจาก JP Morgan “European Aero & Defense 2026 Outlook: Fundamentals still very strong across the board” (As of 10 Dec 2025) ประเมินว่างบกลาโหมยุโรปจะขยายตัวเฉลี่ย ราว 9% ต่อปี ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลยุโรปมองว่าการรุกรานยูเครนทำให้รัสเซียกลายเป็นภัยคุกคามระยะยาวแม้ความขัดแย้งอาจยุติลงในอนาคต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้ผลักดันให้ยุโรปมีบทบาทรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ปัจจุบันสหภาพยุโรปจัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตยุโรปเพียง 40% แต่หลังการเปิดตัว European Defense Industrial Strategy (EDIS) ในปี 2024 สหภาพยุโรปตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อภายในภูมิภาคเป็น 50% ภายในปี 2030 และ 60% ภายในปี 2035 ตามลำดับ
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising