ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสื่อสารของภาครัฐกลายเป็นอาวุธสำคัญในการประคองความเชื่อมั่นของประชาชน
รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันรัฐบาลดำเนินการสื่อสารในภาวะวิกฤตได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการจัดตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเอกภาพของข้อมูล ป้องกันปัญหา ‘ข้อมูลตีกัน’ จนสร้างความสับสน
อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับการรับมือให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รศ. ประไพพิศ ได้เสนอ 5 กลเม็ดเด็ด เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมจาก ‘ความกลัว’ ไปสู่ ‘ความเข้าใจ’ ดังนี้
1. เปลี่ยนคำคุณศัพท์ เป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ เลิกใช้คำที่จับต้องไม่ได้อย่าง ‘มีเพียงพอ’ หรือ ‘ไม่ต้องกังวล’ แต่ควรเปลี่ยนเป็น Dashboard ที่สรุปข้อมูลตัวเลขชัดเจน เช่น ปริมาณสำรองน้ำมันเหลือใช้ได้อีกกี่วัน หรือแผนการจัดหาสำรองจากแหล่งอื่น
“ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคมจากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ลดขนาดของปัญหาที่ถูกขยายให้ใหญ่เกินจริงลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้” รศ.ประไพพิศกล่าว
2. อุดรอยรั่วการสื่อสารส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค ความเชื่อมั่นจะพังทลายทันที หากส่วนกลางบอกว่าน้ำมันพอ แต่หน้าปั๊มในพื้นที่กลับติดป้าย ‘น้ำมันหมด’ รัฐบาลต้องวางระบบข้อมูลให้เป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่นโยบายจนถึงหอกระจายข่าวในชุมชน เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกที่อาจขยายวงกว้าง
3. สื่อสารให้ชัดเจนและตรงกลุ่ม
- คนเมือง: เน้นความชัดเจนเรื่องราคาสินค้าและทิศทางเศรษฐกิจ
- เกษตรกร: เน้นราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ค่าขนส่ง และมาตรการเยียวยา โดยใช้เครือข่าย อสม. และหอกระจายข่าวเป็นกระบอกเสียงเชิงรุก
4. รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าคุมเกมอยู่ผ่านการกระทำที่มากกว่าความคาดหวัง เช่น การปราบปรามการกักตุนสินค้าอย่างจริงจัง หากจำเป็นต้องขึ้นราคาตามตลาดโลก ก็ต้องรีบสื่อสารพร้อมมาตรการช่วยเหลือทันที เพื่อลดผลกระทบต่อปากท้องประชาชน
5. รัฐบาลต้องสร้างพลังให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาสามารถช่วยชาติได้ โดยผู้นำต้องทำเป็นตัวอย่าง เช่น การลดรถขบวน หรือมาตรการ Work From Home โดยรัฐควรมีตัวเลขสนับสนุนว่า ‘การที่คุณลดเดินทาง 1 ครั้ง ช่วยประเทศประหยัดน้ำมันได้เท่าไร’ เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความร่วมมือที่ทรงพลัง
รศ. ประไพพิศ ย้ำว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤตไม่ใช่แค่การบอกเล่าข้อเท็จจริง แต่คือการบริหารจัดการ ‘ความรู้สึก’ ของผู้คน หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ความจริงผ่านข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสในการสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืนระหว่างรัฐและประชาชน


