×

เลือกตั้ง 2569 : โจทย์การต่างประเทศไทย ในการเลือกตั้ง 69

08.01.2026
  • LOADING...
The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing convention. Original and Reformatted (no changes needed): เลือกตั้ง 2569 : โจทย์การต่างประเทศไทย ในการเลือกตั้ง 69

หลังการรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา นโยบายต่างประเทศของไทยตลอดเกือบสองทศวรรษมานี้ แทบไม่ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำอย่างชัดเจน ว่าต้องการพาประเทศไทยเดินไปสู่จุดใดในเวทีโลก

 

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2569 พรรคการเมืองต่างๆ เดินหน้าจัดทัพเพื่อเตรียมพร้อมกับสนามการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง หลายพรรคเดินสายลงพื้นที่หาเสียง บ้างก็มีการออกมาประกาศว่าจะไม่จับมือกับใคร หรือกำลังระดมไอเดียเพื่อชูนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจปากท้องและอุดมการณ์ทางการเมือง

 

ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าประเด็น “การต่างประเทศ” กลับทวีความสำคัญมากขึ้นภายใต้สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และอยู่ในบทสนทนาของการพูดคุยเชิงนโยบายมากกว่าแต่ก่อน เนื่องจากอนาคตของนโยบายต่างประเทศของไทยย่อมผูกพันโดยตรงกับผลการเลือกตั้ง และขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

 

ปรากฎการณ์นี้เกี่ยวเนื่องกับบริบทโลกในปัจจุบัน ที่เหตุการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ระเบียบโลกกำลังถูกท้าทาย และมีโจทย์ความท้าทายระดับภูมิภาคมากมายที่ล้อมรอบไทยเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ไปจนถึงผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งอย่างมาก

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมองโจทย์ด้านการต่างประเทศ และความท้าทายที่กำลังล้อมไทยไว้ ซึ่งถือเป็นวาระที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569

 

ไทยจะกลับมายิ่งใหญ่ ต้องเริ่มจาก “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน

 

“นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา ประเทศไทยแทบไม่มี Vision ในเรื่องการต่างประเทศเลย เพราะเรามัวแต่วุ่นวายอยู่กับปัญหาภายในประเทศ”

 

ศ.ดร.พวงทอง ได้อธิบายว่า ข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งของประเทศไทยคือ “การไม่มีวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศที่ชัดเจน” ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองภายในที่ทำให้รัฐบาลแต่ละชุดไม่สามารถกำหนดทิศทางระยะยาวของนโยบายต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ

 

20 ปีที่ผ่านมา ในหลายช่วง รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสร้างความชอบธรรมของตนเองในเวทีระหว่างประเทศ หรือส่งบุคลากรออกไปเดินสายอธิบายต่อประชาคมโลก ว่าเหตุใดรัฐประหารในไทยจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะรัฐบาลสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการรัฐประหารปี 2557 ที่วาระหลักยังคงอยู่กับการพยายามสื่อสารต่อนานาชาติว่าประเทศไทยยังคงมีความเป็นประชาธิปไตย

 

แม้จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ระบบการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพนี้ ก็ทำให้พรรคการเมืองต้องพะวงกับการเอาตัวรอดจากกลไกที่พร้อมจะยุบพรรคและตัดสิทธิ์บุคลากร มากกว่าการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อประเทศ บรรยากาศเช่นนี้จึงบั่นทอนศักยภาพของรัฐในการกำหนดวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจอย่างมาก

 

“นโยบายต่างประเทศตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยจะเป็นอะไร หรือจะทำอะไร รวมถึงจะมีบทบาทนำในอาเซียนอย่างไร”

 

เพื่อให้เข้าใจประโยคนี้อย่างชัดเจน อาจารย์พวงทองยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับ นโยบายสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการต่างประเทศไทยในยุคหลังสงครามเย็น โดยรัฐบาลในยุคนั้น มีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นว่าบริบททางการเมืองโลกได้เปลี่ยนไป และประเทศไทยจำเป็นต้องปรับบทบาท โดยใช้การทูตเป็น “เครื่องมือ” ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

 

“ตอนนั้น อาเซียนยังมีเพียง 6 ประเทศ และหลายประเทศเป็นรัฐขนาดเล็ก ตลาดภายในจึงมีขนาดจำกัด หากต้องการจะแข่งขันกับสหภาพยุโรปหรือกลุ่มการค้าในอเมริกาเหนือ ก็มีความจำเป็นต้องขยายอาเซียนให้ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจากับคู่ค้าระดับโลก และดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐาน โดยอาศัยข้อตกลงและกรอบความร่วมมือของอาเซียน”

 

สิ่งนี้คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ที่หลังจากนั้น นำไปสู่การวางนโยบายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาไปสู่ AEC หรือการขยายโครงข่ายคมนาคมต่างๆ โดยใช้จุดได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของไทยที่อยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคให้เป็นประโยชน์

 

“หลังการรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา ประเทศไทยกลับไม่มีวิสัยทัศน์ลักษณะนี้อีกเลย ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าไทยจะเป็นอะไร หรือจะทำอะไร รวมถึงจะมีบทบาทนำในอาเซียนอย่างไร”

 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย อาจารย์พวงทองเห็นว่าประเทศเหล่านี้มีวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศที่ชัดเจนอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา พวกเขาจึงรู้ว่าจะใช้นโยบายใดในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก

 

หากไทยจะวางตำแหน่งของตัวเองในเวทีโลก อาจารย์พวงทองมองว่า จำเป็นต้องเริ่มจากการมี “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน ว่าประเทศไทยต้องการยืนอยู่ตรงไหนในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และต้องอาศัยเงื่อนไขพื้นฐานอย่าง “การเมืองที่มีเสถียรภาพ” และ “ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ” ควบคู่กันไป เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นั้นเกิดขึ้นได้จริง

 

การทูตเกี่ยวข้องกับประเด็นเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“การต่างประเทศ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจปากท้องของประเทศเราโดยตรง อย่างแยกจากกันไม่ได้ เนื่องจากครอบคลุมไปถึงเรื่องของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเช่นกัน” ศ.ดร.พวงทอง กล่าว

 

ปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายภายใน หรืออยู่ในบริบทที่มีเหตุปะทะบริเวณชายแดน เรามีกรณีศึกษาหลายครั้งที่ทำให้สังคมต้องวิพากษ์ถึง “ช่องว่างการตอบสนองของประเทศไทย” ที่ภาครัฐอาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการต่างประเทศเท่าที่ควร ทั้งที่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการ “สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน” ในระบบเศรษฐกิจ

 

ศ.ดร.พวงทอง ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น แปรผันโดยตรงกับ ภาพลักษณ์ของประเทศ นั่นคือ หากนานาชาติเห็นว่าประเทศนั้นมีเสถียรภาพและดำเนินนโยบายในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง หรือวางตำแหน่งของตนบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน จะย่อมสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างชาติ

 

โดยอาจารย์พวงทองยังเน้นย้ำถึงโจทย์สำคัญของรัฐบาลว่า การดึงดูดนักลงทุนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่สนใจเรื่องของ “การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ” และมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน เช่น การคอร์รัปชันในระบบราชการ ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ควบคู่กันไป

 

นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของประเทศ ยังหมายรวมไปถึงประสิทธิภาพของภาครัฐและการจัดการอาชญากรรมภายในประเทศอีกด้วย เนื่องจากหากประเทศถูกมองว่าเต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัย จากการมีระบบบริหารภาครัฐที่อ่อนแอ ย่อมจะบั่นทอนทั้งเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีของประเทศ และทำให้ยากแก่การดึงดูดความร่วมมือระยะยาวจากต่างชาติ

 

ความท้าทายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

 

ในบริบทปัจจุบัน ศ.ดร.พวงทอง ได้ประเมินความท้าทายของประเทศไทยที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเผชิญ เอาไว้หลายประเด็นด้วยกัน

 

ความท้าทายแรก คือ ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งแม้จะดูเหมือนสงบลง แต่ในความเป็นจริงยังไม่ใช่การยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง เป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราวที่พร้อมปะทุขึ้นได้อีกในอนาคต และอาจกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่ไทยต้องเผชิญต่อไป

 

สิ่งที่น่ากังวลในเรื่องนี้คือ แนวทางที่รัฐบาลไทยเลือกใช้ในการจัดการปัญหาดังกล่าว ซึ่งปล่อยให้กองทัพเป็นฝ่ายนำในการกำหนดทิศทางแก้ไขปัญหา ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับไม่มียุทธศาตร์ที่ชัดเจนว่าจะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชาอย่างไร และไม่ได้ส่งสัญญาณอย่างจริงจังว่าจะจัดการปัญหานี้ด้วยแนวทางทางการทูตหรือการเจรจา

 

ศ.ดร.พวงทอง ชี้ให้เห็นว่า หากสถานการณ์ลุกลามจนเกิดการปะทะทางทหารอีกครั้ง ประเทศไทยจะต้องจ่าย “ต้นทุนของความขัดแย้ง” ในราคาที่สูงมาก เนื่องจากผู้ที่ต้องเผชิญอันตรายโดยตรงไม่ใช่ใครอื่น แต่คือประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนทั้งสองฝั่ง

 

“ในความเป็นจริง ไทยเคยมีแนวทางที่ถูกต้องมาก่อน นั่นคือการดึงกัมพูชาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนตั้งแต่ปี 2540 และใช้กลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นฐานของความสัมพันธ์ แต่แนวทางนี้กลับถูกละทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะย่ำแย่ และไม่ได้เป็นประเทศที่มั่งคั่งพอจะทุ่มทรัพยากรไปกับการแข่งขันด้านอาวุธโดยไม่กระทบประชาชน”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจ โดยการค้าชายบริเวณแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เคยมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี อาจหายไปอย่างถาวร และจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ที่ความเสียหายจะตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

ความท้าทายด้านต่อมา คือ เรากำลังอยู่ในยุคที่ “ระเบียบโลกดั้งเดิมถูกท้าทายอย่างรุนแรง” ซึ่งกรณีที่เห็นได้ชัดสุดคือ เหตุการณ์ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา และพร้อมจะใช้มาตรการที่แข็งกร้าวเพื่อลงโทษประเทศที่ไม่เดินตามแนวทางที่ตนกำหนด โดยไม่สนใจแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเอง

 

ก่อนหน้านี้ เครื่องมือสำคัญอย่างมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ (Tariff) เคยถูกทรัมป์นำมาใช้เพื่อกดดันประเทศต่างๆ ให้ยอมทำตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ มากขึ้น จะเห็นได้ว่า หลายประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าและต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ แทบไม่มีทางเลือกในการตอบโต้ มีเพียงจีนเท่านั้นที่กล้าโต้กลับด้วยการเพิ่มภาษีเช่นเดียวกัน

 

หากจะมีการถอดบทเรียนจากบริบทนี้ ศ.ดร.พวงทอง กล่าวว่า ผู้นำไทยต้องไม่แยกปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ออกจากบริบทระหว่างประเทศ และมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เพราะทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ในวันหนึ่ง ประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันหรือลงโทษทางเศรษฐกิจ หากถูกผู้นำสหรัฐฯ มองว่าท่าทีการตอบสนองนั้นเป็นอุปสรรคต่อแนวทางของตน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะจะทำให้สถานการณ์ยากลำบากกว่าเดิม เนื่องจากผลกระทบจะไม่ได้ตกอยู่เฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่จะลามไปถึงแรงงาน และภาคการส่งออกโดยรวม ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

 

ความท้าทายอีกด้านหนึ่งซึ่งคาบเกี่ยวกับประเด็นภายใน คือ ประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม ซึ่งสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และกำลังปฏิรูประบบภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีการลดจำนวนคนและงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการอย่างจริงจัง

 

“ระบบการศึกษา” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่เวียดนามกำลังจะก้าวนำไทยอย่างชัดเจน สังเกตได้จากผลคะแนนการสอบ PISA ของนักเรียนเวียดนามที่สูงกว่าเด็กไทยอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ไทยยังคงติดหล่มอยู่กับโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่ล้าสมัย วิชาการที่ยึดติดกับการท่องจำ หรือความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ซึ่งทำให้ทรัพยากรบุคคลยังไม่มีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค

 

โจทย์ที่สำคัญของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องของการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ที่ต้องทบทวนอย่างจริงจังว่า เพราะเหตุใดระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถผลิตทรัพยากรบุคคลที่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน และนำไปสู่การยกระดับการพัฒนาประเทศได้

 

“หากระบบการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพในการผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ประเทศก็ยากที่จะกลายเป็นพื้นที่น่าสนใจ (attractive) สำหรับการลงทุน” ศ.ดร.พวงทอง กล่าว

 

บทบาทของรัฐสภาไทยในด้านการต่างประเทศ

 

เมื่อสนทนาถึงบทบาทของรัฐสภาไทยในช่วงที่มา โดยเฉพาะในยามที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และการช่วงชิงจังหวะทางการทูตถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในหลายครั้ง รัฐสภากลับตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวได้ไม่ทันท่วงที หรือไม่ได้เห็นบทบาทอันชัดเจนในการนำพาประเทศฝ่าวิกฤตของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ศ.ดร.พวงทอง มองเหตุการณ์นี้ว่า รากฐานของปัญหามาจากการที่สมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวนมาก ยังมองไม่เห็นบทบาทและอำนาจทางกฎหมายในส่วนนี้ของตนเอง ทั้งที่ในรัฐสภามีคณะกรรมาธิการจำนวนมาก รวมถึงมีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศโดยตรง แต่สังคมกลับแทบไม่ได้เห็นบทบาทที่ชัดเจนจากกรรมาธิการดังกล่าว ทั้งที่เป็นเรื่องของการต่างประเทศโดยตรง

 

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการถือเป็น “กลไกหนึ่ง” ของรัฐสภา ซึ่งสมาชิกฯ มีอำนาจเรียกหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่างๆ เข้ามาให้ข้อมูลได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ สส. ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างรอบด้าน และจะกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการอภิปรายและเสนอแนวทางต่างๆ ในสภา

 

ในทางปฏิบัติ หากจะใช้กลไกนี้แสดงบทบาท ก็สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งดูแลประเด็นความมั่นคงและชายแดน ได้แสดงบทบาทผ่านการพูดถึงปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ หรือประเด็นในส่วนของชายแดนและผู้ลี้ภัย ที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพในการตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมของคณะกรรมาธิการ

 

อาจารย์พวงทองได้ตั้งข้อสังเกตว่า วัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าของไทยในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ สส. จำนวนหนึ่งมักมองบทบาทของตนเองเป็นเพียงตัวแทนของคนในท้องถิ่นหรือจังหวัดของตน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานในสภาเท่าที่ควร

 

โดยอาจารย์ได้มีข้อเสนอแนะว่า บทบาทการทำงานในสภาที่โดดเด่น และมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ก็สามารถที่จะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้างความนิยมและความเชื่อมั่นจากประชาชนได้เช่นกัน ไม่น้อยไปกว่าการทำหน้าที่เชิงพื้นที่ และจะช่วยเป็นแรงหนุนทำให้รัฐสภากลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยนำพาทิศทางนโยบายของประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการถอดบทเรียนให้กับสภาชุดหลังการเลือกตั้งต่อไป

 

ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมือง

 

พรรคการเมืองควรเริ่มต้นจากการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในด้านนโยบายการต่างประเทศ

 

ศ.ดร.พวงทอง ได้อธิบายว่า วิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ มักเกิดขึ้นจากรัฐบาลพลเรือน ที่สามารถระดมผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้หลากหลายด้าน เข้ามาร่วมออกแบบนโยบายได้ ดังนั้น พรรคการเมืองจึงต้องเป็นฝ่ายที่แสดงบทบาท โดยผลักดันนโยบายไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศซึ่งดูแลภารกิจด้านนี้เป็นหลัก เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

 

“หากพรรคการเมืองต้องการทำให้ประเทศไทยกลับมายืนอย่างสง่างามบนเวทีโลก เป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค และมีบทบาทนำในอาเซียนอีกครั้ง ควรต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาภายในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน” ศ.ดร.พวงทอง กล่าว

 

รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้ระบบการเมืองภายในมีเสถียรภาพมากพอที่จะผลักดันนโยบายระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงกล้าที่จะแตะปัญหาโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา

 

อาจารย์ยกตัวอย่างชัดเจนในเรื่องของการศึกษา ว่ารัฐต้องทำการปฏิรูปการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมที่ยังยึดติดกับแนวคิดการผลิต “พลเมืองที่ว่านอนสอนง่าย” และหันไปออกแบบระบบการศึกษาที่สร้างคนให้สามารถวิเคราะห์เป็น และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

 

นอกจากนี้ อาจารย์พวงทองยังเน้นย้ำถึงปัญหาเชิงระบบราชการในปัจจุบันที่มีความเทอะทะ และซับซ้อน ซึ่งระบบลักษณะนี้ไม่เพียงทำให้รัฐขาดความคล่องตัว แต่ยังบั่นทอนความสามารถในการจัดสรรงบประมาณไปสู่การลงทุนหรือการสนับสนุนงานวิจัยที่จำเป็น

 

ขณะเดียวกัน ระบบการจัดการงบประมาณของรัฐยังเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันในวงกว้าง โดยมีการประเมินว่า งบอย่างน้อยร้อยละ 30-40 สูญเปล่าไปกับการทุจริต

 

“นโยบายการต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพจึงต้องทำงานควบคู่กับการปฏิรูปภายในประเทศอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดอุปสรรคทางระบบราชการ การยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในระยะยาว”

 

ภาพ: artacet via ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising