ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากสงครามที่เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบหนักกว่าช่วงโควิด-19 ดังนั้นไทยจึงต้องยอมรับความจริงว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และต้องวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเอาชนะวิกฤตนี้
“ผมเชื่อวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่อาจจะหนักกว่าโควิด เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานวันนี้ ได้ถูกทำลายไปแล้ว
สงครามนี้ไม่ใช่การรบธรรมดา แต่เป็นการรบที่ไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่เราใช้กันมาเวลาหลายสิบปี โครงสร้างแบบเดิมกำลังถูกกระทบ ไม่ต่างจากตอนโควิด
วันนี้ สิ่งที่ ผมจะบอก เราคิดสั้นๆ ไม่ได้ เราต้องคิดยาวๆ เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ใครปรับตัวได้ก่อนจะชนะ” ดร.เอกนิติกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Transforming Thailand for Resilient Growth” ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 : Winning the New World Order Achieving 3% Growth Through Thailand’s Grand Synergy of Stimulus, Reform, and Capital Market จัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
ดร.เอกนิติ ยังได้สรุปยุทธศาสตร์การชนะ (Winning Strategy) ออกเป็น “3T” ได้แก่ การทำนโยบายแบบมุ่งเป้า (Targeted) การเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด (Transition) และการปฏิรูป (Transform)
มุ่งเป้า (Targeted)
ดร. เอกนิติ ยังได้อธิบายถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนคน (Targeted) ไว้ว่า ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั้งโลก รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัดและไม่สามารถฝืนกลไกตลาดหรืออุดหนุนราคาแบบเหมารวมได้ตลอดไป หากยังคงอุดหนุนราคาแบบเดิม ทั้งคนที่มีฐานะและคนที่มีรายได้น้อยก็จะได้รับประโยชน์เท่ากันหมด ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ตรงจุดและอาจนำไปสู่วิกฤตใหม่ทางการเงินได้
ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีเจาะจงเป้าหมาย (Targeted) โดยนำเงินหรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนที่เดือดร้อน เปราะบาง และไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้จริงๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถปรับตัวและอยู่รอดในวิกฤตได้
เปลี่ยนผ่าน (Transition)
ดร. เอกนิติ ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ Transition ไว้ว่าเป็นการช่วยเหลือให้คนและธุรกิจสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy)
การใช้กลไกตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวมีงบประมาณไม่เพียงพอในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน จึงต้องอาศัยตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนและช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น
นอกจากการช่วยธุรกิจแล้ว ยังต้องช่วยให้ประชาชนคนธรรมดามีแหล่งเงินออมระยะยาวเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน โดยท่านได้ผลักดันนโยบาย Thailand Individual Saving Account (TISA) ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการดูแลคนกลุ่มนี้
ปฏิรูป (Transform)
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ Transform ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ผ่านาการปฏิรูปคนด้วยเทคโนโลยี AI
พร้อมยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัสที่จะนำระบบ AI ฝังเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถเรียนรู้และใช้ AI ได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียว ระบบจะช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ช่วยบริหารต้นทุน ทำบัญชีเบื้องต้น (Balance Sheet) และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้


