วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มีโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติด่วน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์จากสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยระบุว่า ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายนิติบัญญัติ และไม่มีเส้นแบ่งระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทุกคนมาด้วยความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญ
ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ติดตามสถานการณ์ข่าว โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่มีการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ว่าสถานการณ์จะจบลงได้หรือไม่ โดยติดตามข่าวตลอดทั้งวันทั้งคืน ผ่านสื่ออย่าง CNN และ BBC และยอมรับว่าทุกครั้งที่มีการโจมตีเกิดขึ้นก็สร้างความกังวล
ขณะเดียวกัน ในช่วงเช้ายังติดตามข่าวผ่านสื่อมวลชน พบว่ายังมีประชาชนจำนวนมากในหลายพื้นที่ออกไปต่อคิวรอเติมน้ำมัน ทั้งรถส่วนบุคคล รถขนส่ง และรถบรรทุก แต่กลับไม่มีน้ำมันให้เติม ซึ่งภาพเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตนเอง แต่เกิดกับเพื่อนสมาชิกทุกคน
ภายในพรรคภูมิใจไทยได้มีการหารือกันเมื่อวันก่อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเห็นว่า ปัญหาหลักในวันนี้ไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามตลาดโลก แต่คือคำถามสำคัญว่าเหตุใดน้ำมันจึงไม่มีให้เติม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
ทั้งนี้ ได้เห็นความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ใช้ความเด็ดขาดในการบริหารสถานการณ์ โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นอำนาจในภาวะวิกฤตที่สถานการณ์ภายในประเทศอยู่ในสภาพผิดปกติ
ทันทีที่เกิดเหตุ ได้มีคำสั่งไม่ให้นำน้ำมันที่ได้จากโรงกลั่นส่งออกไปยังบางประเทศ เช่น ลาวและเมียนมา พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศ เพื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นให้เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งยังมีข่าวดีว่า รัฐบาลสามารถเจรจาให้นำเรือบรรทุกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่ประเทศไทยได้ รวมถึงมีการประกาศราคาน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสแสวงหากำไรในช่วงวิกฤต
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ แล้ว แต่ยังคงเห็นภาพประชาชนต่อคิวเติมน้ำมันและไม่สามารถเติมได้ จึงเห็นว่าปัญหานี้ยังคงมีอยู่จริง
จึงขอทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชวนเพื่อนสมาชิกทุกฝ่ายร่วมกันรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และแสวงหาแนวทางเพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที แม้ประเทศจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่ความเดือดร้อนของประชาชนไม่สามารถรอได้
ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ “ข้อมูล” โดยแม้นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามกฎหมายให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือผู้ค้า ม.7 รวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ เปิดเผยข้อมูล เช่น ปริมาณน้ำมันคงคลัง ปริมาณการซื้อขาย และการเคลื่อนไหวของน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่าข้อมูลที่สื่อสารออกมายังไม่ตรงกัน และสร้างความสับสนให้กับประชาชน
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ประเทศไทยมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ และโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องเต็มกำลัง โดยยกตัวอย่างน้ำมันดีเซลที่กลั่นได้ประมาณวันละ 77 ล้านลิตร และมีการจ่ายออกจากระบบมากกว่าปกติในบางวัน ขณะที่ข้อมูลจากภาคประชาชน ผู้ประกอบการ และสถานีบริการน้ำมัน กลับระบุว่าได้รับโควตาน้ำมันลดลง บางแห่งได้รับเพียง 6,000-7,000 ลิตร จากเดิมที่เคยได้รับมากกว่านั้น
อีกทั้งกลุ่มขนส่งและภาคอุตสาหกรรมบางส่วนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้ หรือหากซื้อได้ก็มีราคาสูงกว่าปกติ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า น้ำมันที่ผลิตและจ่ายออกจากระบบไปนั้นอยู่ที่ใด
ดังนั้น จึงเสนอว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน การขนส่ง ไปจนถึงสถานีบริการ โดยระบุว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการติดตามปริมาณน้ำมันในคลัง หรือระบบติดตามรถขนส่ง
หากมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ จะช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชน เพราะประชาชนจะรับรู้ว่าน้ำมันอยู่ที่ใด และไม่จำเป็นต้องเกิดความสับสน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันซึ่งมีจำนวนไม่มากในประเทศ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ และช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น
หากยังพบว่ามีผู้ประกอบการรายใดกักตุนสินค้า หรือฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต ควรใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยขณะนี้มีการบูรณาการหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แม้จะมีน้ำมันดิบเพียงพอและโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง แต่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้ อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น
เอกนัฏ ยังได้กล่าวถึงกองทุนน้ำมัน โดยตั้งคำถามว่า ประเทศไทยควรอยู่กับความเป็นจริงของราคาพลังงาน หรือยังคงพึ่งพากลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันดูต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมองว่ากองทุนน้ำมันมีลักษณะคล้ายการนำเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน เปรียบเสมือนการใช้บัตรเครดิต ซึ่งสุดท้ายต้องชำระคืน และอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริง
ทั้งนี้ เห็นว่าควรมีการทบทวนบทบาทของกองทุนน้ำมันใหม่ ว่าควรใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น หรือกลายเป็นกลไกตรึงราคาในระยะยาวต่อไป พร้อมย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญในสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้
รู้จัก ‘เอกนัฏ’ ว่าที่ รมว.พลังงาน
อย่างไรก็ตาม การอภิปรายครั้งนี้ของเอกนัฏ นับเป็นการแสดงความคิดเห็นต่อวิกฤตพลังงานครั้งแรก เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ชื่อเล่นว่าขิง ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นบุตรของพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ก่อนที่มารดาจะสมรสใหม่กับสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ด้านการศึกษา จบระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) รวมถึงปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
เส้นทางการเมือง เอกนัฏเข้าสู่การเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส. กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2544 และถือเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น
ต่อมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบทบาทแกนนำและโฆษกคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) ในช่วงปี 2556-2557
หลังจากนั้นได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และในปี 2565 เข้าร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค โดยมีบทบาทสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
ต่อมาในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล เอกนัฏย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และมีบทบาททางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยปัจจุบันมีชื่ออยู่ในโผคาดการณ์ว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดใหม่


