วันนี้ (10 เมษายน) เวลา 18.42 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ตนเองไม่เคยปิดกั้นความหวังดีจากเพื่อนสมาชิก ก่อนที่ตนเองจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดิมนั้นเคยวางแผนการปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศอยู่แล้ว
เนื่องจากตนเองตระหนักดีว่าการบริหารจัดการพลังงานของประเทศนั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่ที่ตนเองยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอยู่ที่การลงทุน การดึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่เข้ามาในประเทศไทย เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ ส่งออกไปยังต่างประเทศ และนำรายได้เข้าประเทศ
เอกนัฏกล่าวว่า เมื่อตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่ง ต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตน้ำมัน ซึ่งเกิดจากผลกระทบของการปะทะกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการบริหารจัดการและขอบเขตอำนาจของรัฐบาลไทย แต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ตนเองจึงทำการบ้านและพยายามบริหารจัดการปัญหาทันที
ทั้งนี้ ตนเข้าใจความรู้สึกเดือดร้อนของประชาชนตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยได้นำวาระผลการศึกษาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตั้งแต่แรก และในวันแรกที่เข้ากระทรวงก็ไม่ได้มีพิธีรีตอง แต่เข้าไปทำงานทันที พร้อมเรียกกลุ่มผู้ประกอบการมาหารือ รวมถึงจัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานในวันเดียวกัน
เอกนัฏกล่าวต่อว่า เรามีเครื่องมือและกำลังในการแก้ไขปัญหาเพียงเล็กน้อย ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้น้ำมันแพงขึ้น และหาซื้อได้ยากขึ้น ส่งผลกระทบอย่างหนัก สิ่งที่เรามีสำหรับรับมือคือกองทุนน้ำมัน ซึ่งตนได้รับทราบถึงความกังวลของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการบริหารกองทุนนี้ จึงใช้ความระมัดระวังอย่างมาก
หากเวลานี้เป็นยามปกติ สิ่งแรกที่อยากทำคือ ผ่าตัดวิธีการทำงานของกองทุนน้ำมัน เพราะตนเองตกใจว่า เหตุใดกองทุนน้ำมันจึงมีอำนาจมากถึงเพียงนี้ สามารถใช้เงินจำนวนมหาศาลอุดหนุนราคาน้ำมันได้ แต่เจตนาที่แท้จริงของกองทุนมีเงินเพียง 20,000 ล้านบาท สำหรับบริหารจัดการในสถานการณ์เช่นนี้ ขณะที่ปัจจุบันติดลบถึง 60,000 ล้านบาท
หากตนสวมหมวกนักการเมืองที่ต้องการคะแนนเสียง ก็สามารถลดราคาน้ำมันเบนซินหรือดีเซลลงได้อีก 10-20 บาท แต่ในความเห็นของตน ไม่ควรมีองค์กรหรือกองทุนใดมีอำนาจมากเช่นนี้ จึงตั้งใจว่า เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมันให้ชัดเจน โปร่งใส และมีขอบเขตมากขึ้น
รวมถึงจะปรับเกณฑ์การอุดหนุน ไม่ใช่ว่าจะใช้งบหลายพันล้านบาทได้โดยไม่มีข้อจำกัด พร้อมทั้งปรับการคำนวณอัตราต่างๆ ให้โปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ แต่ยังพบจุดบกพร่องหลายประการ เช่น ค่าการตลาดที่บางวันสูงกว่า 10 บาท หรือบางวันติดลบ 10 บาท เช่นกัน ทำให้ขาดเสถียรภาพ ดังนั้น ตนจึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และหารือกับผู้เชี่ยวชาญ
ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่ต้องใช้ความกล้าในการตัดสินใจ ตนจะใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานสามารถกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นได้
เนื่องจากที่ผ่านมา การใช้เงินกองทุนน้ำมันไม่ต่างจากการนำเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาอุดหนุนให้ใช้น้ำมันราคาถูกในปัจจุบัน ในภาวะวิกฤต กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบมีส่วนต่างสูงผิดปกติ ทำให้ค่าการกลั่นสะท้อนกำไรที่สูงเกินควร
แม้ประเทศไทยจะมีโรงกลั่นเพียงพอ แต่กลไกเดิมทำเสมือนว่าไม่มีโรงกลั่นในประเทศ โดยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์และบวกค่าพรีเมียม ทำให้กองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระทั้งหมด ดังนั้นจึงเห็นว่าโรงกลั่นควรมีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระ ไม่ใช่ช่วงเวลาของการทำกำไรเกินควร นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ใช้ราคาสิงคโปร์เป็นฐาน แต่ใช้การคำนวณค่าการกลั่นมาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น โดยใช้ข้อมูลเดือนมีนาคม และจะนำข้อมูลเดือนเมษายนมาปรับสูตรอีกครั้ง การดำเนินการนี้เป็นการให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบต่อประชาชน
ส่วนกระแสข่าวว่าจะถูกฟ้องนั้น ตนยืนยันว่าแม้มีคดีอยู่แล้ว แต่ทุกโรงกลั่นให้ความร่วมมือดี และจะไม่เกรงใจใคร ยึดตามกฎหมายและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนเห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงกองทุนน้ำมันอย่างจริงจัง ให้มีความโปร่งใสและมีกรอบชัดเจน
สำหรับมาตรการอื่น เช่น การลดภาษีสรรพสามิตนั้น ทำได้ไม่ยาก แต่ไม่ใช่เรื่องฟรี เพราะจะกระทบรายได้ของประเทศ จึงขอใช้เป็นไพ่ใบสุดท้ายในช่วงวิกฤต ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จากเดิมขาดทุนวันละ 2,500 ล้านบาท เหลือขาดทุนวันละหลักร้อยล้านบาท และใช้มาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นโดยไม่กระทบฐานะกองทุน ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้เอกชนกำหนดทิศทาง แต่รัฐบาลต้องเป็นผู้กำกับดูแล เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมประชาชน ตนจะไม่บริหารด้วยความสะเปะสะปะ แต่จะใช้ความรอบคอบ และสติในการตัดสินใจ
สำหรับสถานการณ์น้ำมัน ขณะนี้น้ำมันดิบเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งเดือนนี้และเดือนหน้า แต่ยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ พร้อมกันนี้ กระทรวงจะเพิ่มความโปร่งใส โดยเก็บข้อมูลทุกขั้นตอน ตั้งแต่น้ำมันออกจากโรงกลั่นจนถึงผู้ค้า โดยขณะนี้ได้ส่งทีมตรวจสอบแล้ว 92 คลังทั่วประเทศ และหากพบความผิดปกติ จะดำเนินการทั้งกรณีปัจจุบันและย้อนหลังอย่างเด็ดขาด
“ถ้าพบความผิดปกติ ผมเอาจริง ผมเอาตายแน่นอน ผมไม่ชอบที่สุดคนที่มาเอาเปรียบประชาชนในเวลาที่ประชาชนต้องเดือดร้อนแบบนี้ คนอย่างผมเวลาที่ตัดสินใจจะชนกับใครแล้วผมก็สู้สุดซอย ผมไม่ถอยไปไหนตั้งแต่สมัยที่ผมอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าปิดก็ต้องปิด ถ้าถูกฟ้องก็สู้คดี คนที่เคยกระทำความผิดเอาติดเข้าคุกมาแล้วก็มี ที่บอกตายในคุกแล้วก็มี ถ้ามาหากำไรช่วงเวลาแบบนี้ ก็ต้องแบบตรงไปตรงมาว่าถึงมีเงินก็เตรียมไปใช้ในคุก” เอกนัฏกล่าว
เอกนัฏกล่าวต่อว่า วันนี้ต้องพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% แม้วิกฤตนี้จบ แต่วิกฤตในอนาคตข้างหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ในโลกที่มีความผันผวนแบบนี้ วันนี้เราต้องเตรียมความพร้อม หากสังเกตการทำงานของกองทุนน้ำมัน รวมถึงรัฐบาล มีการส่งเสริมเรื่องของเชื้อเพลิงชีวภาพ หากกองทุนน้ำมันอุดหนุนน้ำมันดีเซลที่ไม่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือมีไบโอดีเซลน้อย ก็จะได้รับการอุดหนุนน้อย หากมีเชื้อเพลิงชีวภาพมาก ก็จะได้รับการอุดหนุนมาก เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ
ดังนั้น ถึงจะใช้แพง แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายจะถูกส่งต่อเป็นรายได้ให้กับเกษตรกร นี่คือความยั่งยืนและความมั่นคงด้านพลังงานที่ต้องคิดและทำ รวมถึงต้องพิจารณาการสำรองน้ำมันในประเทศ ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้เอกชนสำรองน้ำมัน แต่สุดท้ายรัฐต้องอุดหนุน หากต้องทำเช่นนี้เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต ต้องพิจารณาว่าประเทศไทยควรมีคลังน้ำมันสำรองของรัฐหรือไม่
เอกนัฏกล่าวต่อว่า วันนี้สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศค่าไฟเพิ่มขึ้นจาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาท หากจะลดก็สามารถทำได้ โดยนำรายได้ของการไฟฟ้ามาชดเชย ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต้องสอดคล้องกับนโยบายที่กำหนดไว้ คือ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท
ในสถานการณ์เช่นนี้ เตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได ให้ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายน้อย และผู้ใช้ไฟมากจ่ายมากใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท สามารถทำได้ โดยไม่เพิ่มภาระค่าไฟเฉลี่ย นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย


