‘เอกนัฏ’ เตรียมเรียกประชุม กบง. วันที่ 7 เม.ย. เพื่อทบทวนมาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟและราคาน้ำมัน หลังค่าการกลั่นพุ่งผิดปกติถึง 14 บาท/ลิตร จ่อขีดเส้นเพดานลงเหลือ 3-4 บาท/ลิตร ยืนยันจะลดราคาหน้าปั๊มก่อนสงกรานต์ พร้อมเปิดช่องทบทวนกดค่าไฟให้เหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย ผ่าน 2 สูตร ชะลอการคืนหนี้ รีดงบลงทุน 3 การไฟฟ้า
ประเด็นสำคัญ
7 เม.ย. ถก กบง. ด่วน
วันนี้ (2 เม.ย.) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ทันทีที่ผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว ในเช้าวันที่ 7 เม.ย.นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า
ทั้งนี้ ปัญหาราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปั๊มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% ทำให้เกิดความผันผวนตามสถานการณ์โลกเกินความจำเป็น
ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือน มี.ค. และล่าสุดต้นเดือน เม.ย. ดีดขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าเป็น ‘สภาวะตลาดพิสดาร’ ที่เกิดจากภาวะความตระหนกในตะวันออกกลาง
กำหนดเพดานค่าการกลั่น 3-4 บาทต่อลิตร
ดังนั้น หลังจากนี้ จะใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยให้ กบง. เข้าไป ‘ทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น’
“จะนำราคาน้ำมันดิบดูไบมาพิจารณาประกอบ และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว และต้องทำได้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2559 นี้”
นอกจากการรื้อโครงสร้างราคา สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลสต็อกน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน มีความหละหลวม รายงานเพียงตัวเลขรายเดือนทำให้เกิดช่องโหว่ในการแต่งบัญชี
ซึ่งภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการรายงานตัวเลขเข้า-ออกคลังแบบรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนเก็งกำไรและลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ขณะนี้เริ่มพบความผิดปกติของตัวเลขในบางหน่วยงานแล้วและพร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
| 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 25 มี.ค. 2569 | 17:36 |
| ไขคำตอบ ทำไม ไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิง สิงคโปร์ ได้หรือไม่? 1 เม.ย. 2569 | 14:24 |
| รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน 31 มี.ค. 2569 | 15:41 |
| พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง? 28 ก.ย. 2566 | 15:26 |
| ‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท 2 เม.ย. 2569 | 8:21 |
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอว่าค่าไฟสามารถ ‘ตรึงไว้’ ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ โดยไม่จำเป็นต้องขยับขึ้นเป็น 3.95 บาท เอกนัฏ ระบุว่า โดยปกติแล้ว ค่าไฟฟ้าจะถูกคำนวณเป็นรอบทุก 4 เดือน ผ่านการกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งรอบล่าสุด เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ที่มีการประกาศปรับขึ้นเป็น 3.95 บาท จากเดิม 3.88 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์
อย่างไรก็ตาม ในทางนโยบาย รัฐบาลยังมี ‘ช่อง’ ในการทบทวนตัวเลขดังกล่าว ผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งสามารถสั่งให้มีการพิจารณาใหม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต
หัวใจของการ ‘ตรึงค่าไฟ’ ไม่ได้อยู่ที่การทำให้ต้นทุนหายไป แต่คือการ ‘บริหารภาระ’ ของระบบไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ในความเป็นจริงแบกรับภาระขาดทุนสะสมอยู่แล้ว
วิธีที่เคยใช้ในอดีตคือ ‘กดค่าไฟ’ ลง แล้วปล่อยให้ตัวเลขบัญชีติดลบ หรือพูดง่าย ๆ คือเลื่อนภาระไปในอนาคต หากจะเคลียร์หนี้ทั้งหมด ค่าไฟอาจต้องพุ่งไปแตะระดับกว่า 4.50 บาทต่อหน่วยด้วยซ้ำ
กดค่าไฟลงให้เหลือ 3.88 บาท รีดงบลงทุน 3 การไฟฟ้า
ดังนั้น ทางเลือกเชิงนโยบายจึงมี 2 แนวทางหลัก
- หนึ่ง คือ การ ‘ชะลอการคืนหนี้’ ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที
- สอง คือ การบริหารงบลงทุน (Capex) หรือ ‘ดึงเงินบางส่วนกลับมา’ เช่น วงเงินราว 9,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง
นอกจากนี้ ยังสามารถ ‘ปรับโครงสร้างอัตรา’ ให้มีลักษณะขั้นบันไดชัดขึ้น คล้ายภาษี กล่าวคือ ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจ่ายแพงขึ้น แต่ยังคงรักษาค่าเฉลี่ยทั้งระบบไว้ในระดับเดิม
มาตรการเหล่านี้ อาจทำให้ตัวเลข 3.88 บาท ‘เป็นไปได้’ ในทางเทคนิค แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นเพียง ‘การแก้เฉพาะหน้า’ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single Buyer) ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นศูนย์กลาง หรือข้อจำกัดในการเปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกซื้อไฟจากผู้ผลิตโดยตรง
ทางออกระยะยาวจึงต้องไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่การเปิดตลาดไฟฟ้า (Direct PPA), การส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน, ระบบ Net Billing ไปจนถึงการบริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response)
ภาพ: Dollar Mom / Shutterstock

