วันนี้ (9 เมษายน) ที่ อาคารกระทรวงยุติธรรม ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรกของปี โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะกรรมการและเลขานุการ ตลอดจนคณะกรรมการคดีพิเศษโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง
วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติรับทราบรายงานผลความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคล ที่กระทำความผิดในลักษณะอั้งยี่ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทาง DSI กำลังเร่งดำเนินการเพื่อขยายผลทลายเครือข่าย
นอกจากนี้ ที่ประชุม กคพ. ยังได้มีมติเห็นชอบในวาระสำคัญอีก 2 เรื่อง เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่
เรื่องแรก การเห็นชอบให้ออกประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 10) พ.ศ. …. เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 โดยเป็นการขยายขอบข่ายและกำหนดรายละเอียดลักษณะความผิดเพิ่มเติมใน 3 กฎหมายสำคัญ ประกอบด้วย (1) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (2) กฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ (3) กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้ DSI มีอำนาจในการเข้าไปสืบสวนสอบสวนได้อย่างเต็มรูปแบบ
เรื่องที่สอง ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นคดีพิเศษ โดยพุ่งเป้าไปที่การกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งครอบคลุมถึงผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 รวมไปถึงผู้ค้าน้ำมันที่ไม่จดทะเบียน ที่อาศัยผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมากระทำความผิดในลักษณะขบวนการ มีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและกระบวนการภาคอุตสาหกรรม โดยให้มีผลครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสงบลง
ทั้งนี้ กคพ. ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 อย่างเด็ดขาด และให้นำผลความคืบหน้ามารายงานให้ที่ประชุมทราบในโอกาสต่อไป


