วันนี้ (8 มกราคม) ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงผลปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุดสำคัญในกรุงเทพมหานคร เพื่อขยายผลคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ
เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทในเครือ ทีไอดีซี (TIDC) และบ้านพักผู้บริหาร ประกอบด้วย:
1. บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้ง จำกัด (เขตราชเทวี)
2. บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (อาคารเกษรทาวเวอร์)
3. บริษัท ทีไอดีซี จำกัด (อาคารเกษรทาวเวอร์)
4. บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) (เขตบางกะปิ) – ตรวจพบเครื่องสแกนม่านตา 4 ชุด
5. บ้านพักกรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์สฯ (ย่านพระราม 2) – ตรวจยึดเอกสารสำคัญและคอมพิวเตอร์
ร.ต.อ.สุรวุฒิ เปิดเผยว่า เป้าหมายหลักของการตรวจค้นคือการพิสูจน์ทราบว่า ข้อมูลม่านตาของคนไทยกว่า 1.2 ล้านคนที่ถูกจัดเก็บไปนั้น ถูกจัดเก็บและถ่ายโอนไปที่ใดบ้าง เนื่องจากเป็นข้อมูลอ่อนไหวทางชีวภาพที่กระทบต่อความมั่นคง แม้ทางผู้บริหารบริษัทจะปฏิเสธว่าได้ลบข้อมูลไปแล้ว แต่ทาง DSI ยังไม่ปักใจเชื่อและจะนำพยานวัตถุที่ยึดได้ไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป
ประเด็นสำคัญที่ DSI กำลังเร่งตรวจสอบ คือที่มาของเครื่องสแกนม่านตาและการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ระหว่างกระทรวงดีอีฯ กับบริษัทเอกชนจากสิงคโปร์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:
- เตรียมเชิญพยานสำคัญ: DSI เตรียมเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (อดีต รมว.เกษตรฯ) และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (อดีตผู้แทนการค้าไทย) เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน หลังปรากฏภาพร่วมเป็นสักขีพยานในวันลงนาม MOU ดังกล่าว
- ความเชื่อมโยงระดับบริหาร: พบว่ากรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์สฯ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัท เอ็มวิชั่นฯ และเป็นผู้ประสานงานนำเข้าเครื่องสแกนจากต่างประเทศ ซึ่ง DSI นัดหมายสอบปากคำในสัปดาห์หน้า
จากการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่ากรณีนี้เป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทย จึงต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดระหว่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
DSI ขอความร่วมมือประชาชนที่เคยเข้ารับการสแกนม่านตาในโครงการดังกล่าว เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้เข้ามาให้ข้อมูลน้อยมาก ทั้งนี้ DSI จะเร่งวางไทม์ไลน์การทำงานรายสัปดาห์ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อคลี่คลายคดีที่กระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงของชาติโดยเร็วที่สุด


