ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน หลังโรงน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียในเมืองอับกาอิกถูกโดรนโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.) โดยกลุ่มฮูตีอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ
บริษัทน้ำมัน Saudi Aramco ของทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตีดังกล่าวจะส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง 5.7 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 50% ของการผลิตต่อวัน ซึ่งคิดเป็นกว่า 5% ของปริมาณอุปทานน้ำมันทั่วโลก
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงน้ำมันของซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ และพร้อมจะดำเนินการตอบโต้หากมีการยืนยันข้อเท็จจริงแล้ว
ขณะที่ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวหาว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ดี อิหร่านได้ออกมาปฏิเสธและระบุว่าสหรัฐฯ โกหก
จากเหตุโจมตีดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 19% แตะระดับ 71.95 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้น 15% สู่ระดับ 63.34 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับตัวลงเล็กน้อยในเวลาต่อมา หลังทรัมป์ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์เมื่อคืนนี้ว่า เขาได้อนุมัติให้ปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยคลายแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันได้บางส่วน
ทางการซาอุดีอาระเบียเผยว่า โรงน้ำมันปิโตรเลียมได้รับความเสียหายอย่างหนัก และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์จึงจะสามารถฟื้นฟูกลับมาผลิตน้ำมันได้ตามปกติอีกครั้ง
สำหรับรายละเอียดของการโจมตีครั้งนี้ยังไม่ถูกเปิดเผย โดยทางการซาอุดีอาระเบียระบุเพียงว่าไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ เจ้าชายอับดุลลาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียระบุว่า การผลิตน้ำมันส่วนที่ขาดหายไปจะถูกชดเชยด้วยน้ำมันจากคลังสำรอง
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง: