×

The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม?

11.03.2026
  • LOADING...
ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

บางครั้งนักฟุตบอลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่งานของตัวเองที่อยู่ในสนามเท่านั้น

 

เพราะบางครั้งพวกเขามีความหมายมากกว่านั้นมากนัก

 

เสียงของนักเตะคนหนึ่งอาจดังถึงหัวใจของผู้คนได้มากกว่าเสียงของผู้นำหรือนักการเมืองหรือแม่ทัพนายกองทั้งหลาย

 

เหมือนเรื่องราวในตำนานของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ศูนย์หน้ามหากาฬของทีมชาติโกตดิวัวร์ หรือที่เรายังคงคุ้นเคยกับชื่อ ไอวอรีโคสต์

 

นักฟุตบอลผู้ยุติสงครามได้

 

เพียงแต่เรื่องเล่านี้เป็นความจริงหรือไม่?

 

เพื่อจะค้นหาความจริงในเรื่องนี้ต้องขอพาทุกคนขึ้นรถ DeLorean คันเก่งเพื่อเดินทางย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่สนาม อัล-เมอร์ริคห์ สเตเดียม สนามฟุตบอลในเมืองใหญ่ลำดับที่ 2 ของประเทศซูดาน

 

สนามเล็กๆที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง ประวัติความเป็นมาอะไรมากมายนักนอกจากชื่อที่ชาวซูดานเรียกขานสนามแห่งนี้ว่า ‘ปราสาทสีแดง’

 

แต่ที่นี่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่ยิ่งในความรู้สึกและความทรงจำ

 

วันที่ 8 คุลาคม 2005 ทีมชาติไอวอรีโคสต์ เดินทางยกพลไปเยือนปราสาทสีแดงแห่งนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

 

สถานการณ์ในตารางคะแนนวางเงื่อนไขเอาไว้แบบไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรให้มากมาย หากแคเมอรูน ทีมคู่แข่งของพวกเขาชนะอียิปต์ได้ทีม ‘หมอผี’ ก็จะได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 6

 

แต่ถ้าพวกเขาชนะไม่ได้ ไอวอรีโคสต์จะต้องการเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้นเพื่อจะเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ

 

ทีม ‘คชสาร’ ในเวลานั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งอย่างมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมในยุคทองของวงการฟุตบอลไอวอรีโคสต์ ด้วยขุนพลที่อยู่ในระดับสโมสรชั้นนำของยุโรปมากมาย

 

โคโล ตูเร, ดิดิเย์ โซโกรา, เอ็มมานูเอล เอบูเอ และดิดิเยร์ ดร็อกบา เปล่งประกายในพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก ขณะที่ยายา ตูเร น้องชายของโคโล กำลังใกล้แจ้งเกิดอยู่กับโอลิมเปียกอส ในลีกกรีก

 

ด้วยขุนพลระดับนี้ทำให้พวกเขาถูกจับตามองมาสักพักว่าจะเป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

 

แต่ความยิ่งใหญ่มันต้องมาพร้อมกับเรื่องราว ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้วหากนี่คือนิทานมันก็ยังขาดตอนจบที่ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้ม

 

ฟุตบอลโลกคือสิ่งที่ทุกคนฝัน

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 2

 

เกมตัดสินชะตาว่าใครจะได้ไปฟุตบอลโลกเริ่มลงสนามในเวลาเดียวกัน ระหว่างแคเมอรูนกับอียิปต์ในเมืองยาอุนเด และซูดานกับไอวอรีโคสต์ที่ปราสาทสีแดงในซูดาน

 

วันนั้นไอวอรึโคสต์ ไม่ได้พบกับความยากลำบากมากนัก ระดับฝีเท้าของพวกเขาเหนือกว่าซูดาน ทีมที่อยู่ในอันดับรองบ๊วยของกลุ่มมาก

 

เกมจบลงด้วยชัยขนะของนักเตะตราช้าง ที่มารวมตัวที่ข้างสนาม นำโดยดร็อกบาที่รวบรวมเพื่อนทุกคนมายืนล้อมวงกัน

 

นั่นเพราะเกมที่ยาอุนเดยังไม่จบ แคเมอรูนออกนำไปก่อนก็จริงในเกมนั้นแต่อียิปต์ไล่ตามตีเสมอได้ 1-1 จากโมฮัมเหม็ด ชอว์คี ซึ่งหากเกมจบลงแบบนี้ หมายถึงไอวอรีโคสต์จะได้ตั๋วเดินทางไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี ในปี 2006

 

ห้วงเวลานั้นแค่ไม่กี่นาที แต่ยาวนานเหมือนนิรันดร์

 

ทุกคนที่ยืนล้อมกันอยู่ตรงกัน ฟังการบรรยายจากวิทยุไปด้วยกันและหวังว่ามันจะจบลงที่สกอร์นี้ แต่ในช่วงของการทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 เสียงบรรยายก็รายงานขึ้นมา

 

“แคเมอรูนได้จุดโทษ มันเป็นจุดโทษที่ให้ง่ายเกินไป”

 

หัวใจของไอวอรีโคสต์ถูกบีบรัดจนแทบไม่อยากจะเต้นต่อไป ถ้าแคเมอรูนยิงเข้าความฝันอันยาวนานของพวกเขาก็จะล่มสลายและต้องเริ่มต้นกันใหม่อย่างบอบช้ำ

 

แต่เหมือนพระเจ้ากำหนดตอนจบมาแล้ว

 

ปิแอร์ โวเม เพชฌฆาตทำผิดพลาด เขาปลิดชีพคู่แข่งอย่างอียิปต์ไม่ได้ ลูกยิงนั้นไปชนเสาก่อนหลุดกรอบออกไปไกล และนั่นหมายถึงการที่ไอวอรีโคสต์จะได้ไปฟุตบอลโลก

 

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 3

 

มันกลายเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองของคนไอวอรีโคสต์

 

รอยยิ้มที่หายไปกลับมาอีกครั้ง

 

และมันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทุกคนไม่ได้คิดถึงเรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่มีพวกมึง ไม่มีพวกกู มีแต่พวกเรา เราในความหมายของไอวอรีโคสต์เท่านั้น

 

เพราะในช่วงเวลานั้น ไอวอรีโคสต์ อยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ​(Civil war) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2002 และทำให้ประเทศถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย

 

ทางตอนใต้อยู่ในการปกครองของรัฐบาลภายใต้การนำของ โลร็องต์ บักโบ

 

ขณะที่ฝั่งเหนืออยู่ใต้อาณัติการปกครองของ กิลเญม โซโร ผู้นำกองกำลังปฏิวัติ

 

เสียงปืนดังตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2002 จากการบุกจู่โจมหลายเมืองสำคัญโดยคณะปฏิวัติ ไม่มีคืนใดที่ชาวไอวอรีโคสต์จะนอนหลับได้อย่างมีความสุข

 

เพราะถึงเสียงปืนจะเงียบลงในเวลาไม่นาน แต่การแบ่งฝ่ายหมายความว่ามันอาจจะมีเสียงปืนดังขึ้นอีกเมื่อไร วันไหน ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น

 

ความพยายามในการหาทางออกจบลงที่การยุติสงครามในช่วงปี 2004 แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2005 โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าทุกอย่างจะสงบจริงๆ

 

ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร ใครจะหยุดสงครามระหว่างคนสายเลือดเดียวกันได้?

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 4

 

 

คำถามนี้นำไปสู่เรื่องราวอันเป็นตำนาน

 

หลังพาไอวอรีโคสต์ไปฟุตบอลโลกได้สำเร็จ การเฉลิมฉลองในสนามถูกถ่ายทอดยาวไปจนถึงในห้องแต่งตัวของทีมภายในสนาม อัล-เมอร์ริคห์

 

ที่นั่นเอง ดร็อกบาได้ฉวยคว้าไมโครโฟนของผู้สื่อข่าวที่ตามเข้าไปในห้องแต่งตัวมา

 

เขาไม่ได้เอามาเพื่อจะประกาศชัยชนะอย่างที่ใครคิด แต่เขาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

 

“ชายและหญิงแห่งไอวอรีโคสต์” เขาบอกด้วยสีหน้าที่จริงจัง “จากเหนือ ใต้ กลาง และตะวันตก วันนี้พวกเราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชาวไอวอเรียนอยู่ร่วมกันได้ และลงสนามด้วยกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการไปฟุตบอลโลก”

 

“เราเคยให้สัญญากับทุกคนว่าการเฉลิมฉลองจะทำให้ผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และวันนี้เราขอคุกเข่าเพื่อขอร้องทุกคน”

 

จบประโยคนี้ดร็อกบาและนักเตะทุกคนที่ล้อมรอบเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น

 

“ประเทศหนึ่งในแอฟริกาที่รุ่มรวยด้วยสิ่งต่างๆมากมายไม่ควรจมอยู่กับสงคราม”

 

“ได้โปรดเถอะ วางอาวุธของพวกคุณลง จัดการเลือกตั้ง”

 

“เราอยากจะมีความสุขกัน ดังนั้นหยุดยิงกันได้แล้ว”

 

 

สิ่งที่อาจจะแตกต่างจากความเข้าใจของทุกคน เพราะเรื่องเล่ามันอาจจะถูกบิดเบือนไปตามกาลและเวลาคือ สงครามกลางเมืองในไอวอรีโคสต์ไม่ได้ยุติลงทันทีหลังการร้องขอขอดร็อกบาง

 

เขาไม่ได้หยุดสงครามได้ด้วยตัวคนเดียวทันทีในวันนั้น

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ไอวอรีโคสต์ก็ยังแบ่งแยกเป็นสองอยู่เหมือนเดิม

 

เพียงแต่ภาพเหตุการณ์ในห้องแต่งตัวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่าในยุคสมัยนั้นโซเชียลมีเดียจะยังไม่เกิด แต่มันก็ถูกนำไปฉายวนซ้ำๆในทุกสื่อของไอวอรีโคสต์

 

หากน้ำหยดลงบนหินทุกวันหินยังกร่อน คำขอร้องของดร็อกบาและเพื่อน การคุกเข่าลงของชายชาตรีผู้ทำความฝันของทุกคนในชาติให้เป็นความจริงก็ค่อยๆซึมเข้าความคิดและจิตใจ

 

การเปลี่ยนแปลงในไอวอรีโคสต์เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

 

โดยไม่ทันรู้ตัว การเจรจาสันติภาพระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

 

ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ต่อมาในปี 2007 ช่วงที่ดร็อกบากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่พีคที่สุดของชีวิต ได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปมาครอง

 

ทีมชาติไอวอรีโคสต์มีกำหนดการจะพบกับมาดากัสการ์ในวันที่ 3 มิถุนายน ที่สนามในเมืองอาบิดจาน

 

แต่มีการเปลี่ยนแปลงสนามแข่งขันใหม่ ตามคำขอของดร็อกบาที่ขอให้ไปแข่งกันทางตอนเหนือที่บูอาเก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหล่ากองทัพปฏิวัติ

 

การปรากฏตัวของดร็อกบาและนักเตะทีมชาติในพื้นที่ของคณะปฏิวัติ หากย้อนกลับไป 2 ปี เป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ แต่กองหน้าเชลซีผู้ที่ความจริงแล้วเป็นคนตอนใต้ด้วย สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง

 

แม้ว่าภาพในสนามจะน่ากลัว เพราะมีกองกำลังทหารคอยคุ้มกันทีมตลอดตั้งแต่การเดินทางจนถึงในสนาม แต่ทุกคนที่อยู่ที่นั่นในวันนั้นรู้ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก

 

เพราะไม่มีใครคิดจะถือปืนใส่กันแล้ว

 

ทุกคนอยากจะดูฟุตบอล และเชียร์ไปด้วยกันทั้งนั้น

 

ดร็อกบาผู้ยิงประตูที่ 5 ในเกมนี้ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องราวช้างกระทืบปฐพี ได้รับการอารักขาก่อนออกจากสนามไป

 

โดยที่หลายคนคิดว่าสายลมของการเปลี่ยนแปลงพัดมาถึงไอวอรีโคสต์แล้ว

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 5

 

แต่สายลมนั้นพัดมาเพียงชั่วคราวแล้วก็ผ่านไป

 

ไอวอรีโคสต์กลับมาแตกแยกกัน หนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง

 

5 ปีถัดมามีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คนจากความรุนแรงภายในประเทศ คนไอวอรีโคสต์เข่นฆ่ากันเองอีกครั้ง และยังไม่มีวี่แวว่าสงครามภายในจะจบลงเมื่อไร

 

แต่อย่างน้อย

 

ถึงจะไม่ได้หยุดสงคราม แต่ดร็อกบาก็ทำให้ชาวไอวอรีโคสต์ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึก ณ ชั่วขณะเวลาหนึ่ง

 

ถึงความสงบ ความสุข สันติภาพ

 

และความหวังว่าสักวัน ไอวอรีโคสต์จะเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

 
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising