บางครั้งนักฟุตบอลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่งานของตัวเองที่อยู่ในสนามเท่านั้น
เพราะบางครั้งพวกเขามีความหมายมากกว่านั้นมากนัก
เสียงของนักเตะคนหนึ่งอาจดังถึงหัวใจของผู้คนได้มากกว่าเสียงของผู้นำหรือนักการเมืองหรือแม่ทัพนายกองทั้งหลาย
เหมือนเรื่องราวในตำนานของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ศูนย์หน้ามหากาฬของทีมชาติโกตดิวัวร์ หรือที่เรายังคงคุ้นเคยกับชื่อ ไอวอรีโคสต์
นักฟุตบอลผู้ยุติสงครามได้
เพียงแต่เรื่องเล่านี้เป็นความจริงหรือไม่?
เพื่อจะค้นหาความจริงในเรื่องนี้ต้องขอพาทุกคนขึ้นรถ DeLorean คันเก่งเพื่อเดินทางย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่สนาม อัล-เมอร์ริคห์ สเตเดียม สนามฟุตบอลในเมืองใหญ่ลำดับที่ 2 ของประเทศซูดาน
สนามเล็กๆที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง ประวัติความเป็นมาอะไรมากมายนักนอกจากชื่อที่ชาวซูดานเรียกขานสนามแห่งนี้ว่า ‘ปราสาทสีแดง’
แต่ที่นี่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่ยิ่งในความรู้สึกและความทรงจำ
วันที่ 8 คุลาคม 2005 ทีมชาติไอวอรีโคสต์ เดินทางยกพลไปเยือนปราสาทสีแดงแห่งนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
สถานการณ์ในตารางคะแนนวางเงื่อนไขเอาไว้แบบไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรให้มากมาย หากแคเมอรูน ทีมคู่แข่งของพวกเขาชนะอียิปต์ได้ทีม ‘หมอผี’ ก็จะได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 6
แต่ถ้าพวกเขาชนะไม่ได้ ไอวอรีโคสต์จะต้องการเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้นเพื่อจะเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ
ทีม ‘คชสาร’ ในเวลานั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งอย่างมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมในยุคทองของวงการฟุตบอลไอวอรีโคสต์ ด้วยขุนพลที่อยู่ในระดับสโมสรชั้นนำของยุโรปมากมาย
โคโล ตูเร, ดิดิเย์ โซโกรา, เอ็มมานูเอล เอบูเอ และดิดิเยร์ ดร็อกบา เปล่งประกายในพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก ขณะที่ยายา ตูเร น้องชายของโคโล กำลังใกล้แจ้งเกิดอยู่กับโอลิมเปียกอส ในลีกกรีก
ด้วยขุนพลระดับนี้ทำให้พวกเขาถูกจับตามองมาสักพักว่าจะเป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
แต่ความยิ่งใหญ่มันต้องมาพร้อมกับเรื่องราว ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้วหากนี่คือนิทานมันก็ยังขาดตอนจบที่ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้ม
ฟุตบอลโลกคือสิ่งที่ทุกคนฝัน

เกมตัดสินชะตาว่าใครจะได้ไปฟุตบอลโลกเริ่มลงสนามในเวลาเดียวกัน ระหว่างแคเมอรูนกับอียิปต์ในเมืองยาอุนเด และซูดานกับไอวอรีโคสต์ที่ปราสาทสีแดงในซูดาน
วันนั้นไอวอรึโคสต์ ไม่ได้พบกับความยากลำบากมากนัก ระดับฝีเท้าของพวกเขาเหนือกว่าซูดาน ทีมที่อยู่ในอันดับรองบ๊วยของกลุ่มมาก
เกมจบลงด้วยชัยขนะของนักเตะตราช้าง ที่มารวมตัวที่ข้างสนาม นำโดยดร็อกบาที่รวบรวมเพื่อนทุกคนมายืนล้อมวงกัน
นั่นเพราะเกมที่ยาอุนเดยังไม่จบ แคเมอรูนออกนำไปก่อนก็จริงในเกมนั้นแต่อียิปต์ไล่ตามตีเสมอได้ 1-1 จากโมฮัมเหม็ด ชอว์คี ซึ่งหากเกมจบลงแบบนี้ หมายถึงไอวอรีโคสต์จะได้ตั๋วเดินทางไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี ในปี 2006
ห้วงเวลานั้นแค่ไม่กี่นาที แต่ยาวนานเหมือนนิรันดร์
ทุกคนที่ยืนล้อมกันอยู่ตรงกัน ฟังการบรรยายจากวิทยุไปด้วยกันและหวังว่ามันจะจบลงที่สกอร์นี้ แต่ในช่วงของการทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 เสียงบรรยายก็รายงานขึ้นมา
“แคเมอรูนได้จุดโทษ มันเป็นจุดโทษที่ให้ง่ายเกินไป”
หัวใจของไอวอรีโคสต์ถูกบีบรัดจนแทบไม่อยากจะเต้นต่อไป ถ้าแคเมอรูนยิงเข้าความฝันอันยาวนานของพวกเขาก็จะล่มสลายและต้องเริ่มต้นกันใหม่อย่างบอบช้ำ
แต่เหมือนพระเจ้ากำหนดตอนจบมาแล้ว
ปิแอร์ โวเม เพชฌฆาตทำผิดพลาด เขาปลิดชีพคู่แข่งอย่างอียิปต์ไม่ได้ ลูกยิงนั้นไปชนเสาก่อนหลุดกรอบออกไปไกล และนั่นหมายถึงการที่ไอวอรีโคสต์จะได้ไปฟุตบอลโลก
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

มันกลายเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองของคนไอวอรีโคสต์
รอยยิ้มที่หายไปกลับมาอีกครั้ง
และมันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทุกคนไม่ได้คิดถึงเรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่มีพวกมึง ไม่มีพวกกู มีแต่พวกเรา เราในความหมายของไอวอรีโคสต์เท่านั้น
เพราะในช่วงเวลานั้น ไอวอรีโคสต์ อยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง (Civil war) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2002 และทำให้ประเทศถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย
ทางตอนใต้อยู่ในการปกครองของรัฐบาลภายใต้การนำของ โลร็องต์ บักโบ
ขณะที่ฝั่งเหนืออยู่ใต้อาณัติการปกครองของ กิลเญม โซโร ผู้นำกองกำลังปฏิวัติ
เสียงปืนดังตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2002 จากการบุกจู่โจมหลายเมืองสำคัญโดยคณะปฏิวัติ ไม่มีคืนใดที่ชาวไอวอรีโคสต์จะนอนหลับได้อย่างมีความสุข
เพราะถึงเสียงปืนจะเงียบลงในเวลาไม่นาน แต่การแบ่งฝ่ายหมายความว่ามันอาจจะมีเสียงปืนดังขึ้นอีกเมื่อไร วันไหน ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ความพยายามในการหาทางออกจบลงที่การยุติสงครามในช่วงปี 2004 แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2005 โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าทุกอย่างจะสงบจริงๆ
ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร ใครจะหยุดสงครามระหว่างคนสายเลือดเดียวกันได้?

คำถามนี้นำไปสู่เรื่องราวอันเป็นตำนาน
หลังพาไอวอรีโคสต์ไปฟุตบอลโลกได้สำเร็จ การเฉลิมฉลองในสนามถูกถ่ายทอดยาวไปจนถึงในห้องแต่งตัวของทีมภายในสนาม อัล-เมอร์ริคห์
ที่นั่นเอง ดร็อกบาได้ฉวยคว้าไมโครโฟนของผู้สื่อข่าวที่ตามเข้าไปในห้องแต่งตัวมา
เขาไม่ได้เอามาเพื่อจะประกาศชัยชนะอย่างที่ใครคิด แต่เขาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
“ชายและหญิงแห่งไอวอรีโคสต์” เขาบอกด้วยสีหน้าที่จริงจัง “จากเหนือ ใต้ กลาง และตะวันตก วันนี้พวกเราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชาวไอวอเรียนอยู่ร่วมกันได้ และลงสนามด้วยกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการไปฟุตบอลโลก”
“เราเคยให้สัญญากับทุกคนว่าการเฉลิมฉลองจะทำให้ผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และวันนี้เราขอคุกเข่าเพื่อขอร้องทุกคน”
จบประโยคนี้ดร็อกบาและนักเตะทุกคนที่ล้อมรอบเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น
“ประเทศหนึ่งในแอฟริกาที่รุ่มรวยด้วยสิ่งต่างๆมากมายไม่ควรจมอยู่กับสงคราม”
“ได้โปรดเถอะ วางอาวุธของพวกคุณลง จัดการเลือกตั้ง”
“เราอยากจะมีความสุขกัน ดังนั้นหยุดยิงกันได้แล้ว”
สิ่งที่อาจจะแตกต่างจากความเข้าใจของทุกคน เพราะเรื่องเล่ามันอาจจะถูกบิดเบือนไปตามกาลและเวลาคือ สงครามกลางเมืองในไอวอรีโคสต์ไม่ได้ยุติลงทันทีหลังการร้องขอขอดร็อกบาง
เขาไม่ได้หยุดสงครามได้ด้วยตัวคนเดียวทันทีในวันนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ไอวอรีโคสต์ก็ยังแบ่งแยกเป็นสองอยู่เหมือนเดิม
เพียงแต่ภาพเหตุการณ์ในห้องแต่งตัวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่าในยุคสมัยนั้นโซเชียลมีเดียจะยังไม่เกิด แต่มันก็ถูกนำไปฉายวนซ้ำๆในทุกสื่อของไอวอรีโคสต์
หากน้ำหยดลงบนหินทุกวันหินยังกร่อน คำขอร้องของดร็อกบาและเพื่อน การคุกเข่าลงของชายชาตรีผู้ทำความฝันของทุกคนในชาติให้เป็นความจริงก็ค่อยๆซึมเข้าความคิดและจิตใจ
การเปลี่ยนแปลงในไอวอรีโคสต์เกิดขึ้นอย่างช้าๆ
โดยไม่ทันรู้ตัว การเจรจาสันติภาพระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ต่อมาในปี 2007 ช่วงที่ดร็อกบากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่พีคที่สุดของชีวิต ได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปมาครอง
ทีมชาติไอวอรีโคสต์มีกำหนดการจะพบกับมาดากัสการ์ในวันที่ 3 มิถุนายน ที่สนามในเมืองอาบิดจาน
แต่มีการเปลี่ยนแปลงสนามแข่งขันใหม่ ตามคำขอของดร็อกบาที่ขอให้ไปแข่งกันทางตอนเหนือที่บูอาเก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหล่ากองทัพปฏิวัติ
การปรากฏตัวของดร็อกบาและนักเตะทีมชาติในพื้นที่ของคณะปฏิวัติ หากย้อนกลับไป 2 ปี เป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ แต่กองหน้าเชลซีผู้ที่ความจริงแล้วเป็นคนตอนใต้ด้วย สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง
แม้ว่าภาพในสนามจะน่ากลัว เพราะมีกองกำลังทหารคอยคุ้มกันทีมตลอดตั้งแต่การเดินทางจนถึงในสนาม แต่ทุกคนที่อยู่ที่นั่นในวันนั้นรู้ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก
เพราะไม่มีใครคิดจะถือปืนใส่กันแล้ว
ทุกคนอยากจะดูฟุตบอล และเชียร์ไปด้วยกันทั้งนั้น
ดร็อกบาผู้ยิงประตูที่ 5 ในเกมนี้ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องราวช้างกระทืบปฐพี ได้รับการอารักขาก่อนออกจากสนามไป
โดยที่หลายคนคิดว่าสายลมของการเปลี่ยนแปลงพัดมาถึงไอวอรีโคสต์แล้ว

แต่สายลมนั้นพัดมาเพียงชั่วคราวแล้วก็ผ่านไป
ไอวอรีโคสต์กลับมาแตกแยกกัน หนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง
5 ปีถัดมามีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คนจากความรุนแรงภายในประเทศ คนไอวอรีโคสต์เข่นฆ่ากันเองอีกครั้ง และยังไม่มีวี่แวว่าสงครามภายในจะจบลงเมื่อไร
แต่อย่างน้อย
ถึงจะไม่ได้หยุดสงคราม แต่ดร็อกบาก็ทำให้ชาวไอวอรีโคสต์ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึก ณ ชั่วขณะเวลาหนึ่ง
ถึงความสงบ ความสุข สันติภาพ
และความหวังว่าสักวัน ไอวอรีโคสต์จะเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง


