×

เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด

10.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทย มุมมอง DBS และ UOB ต่อตลาดหุ้น หลังผลเลือกตั้ง

HIGHLIGHTS

  • ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ คะแนนเสียงทะลุ 190 ที่นั่ง หลายคนมองว่า ‘เซอร์ไพรส์’
  • เอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี (UOB) ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ก็ควรเร่งเพิ่มความชัดเจนในฝั่งนโยบายการคลัง ซึ่งควรมีแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการเงินด้วย
  • รัฐบาลใหม่ยังควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปรับเปลี่ยนนโยบายขนานใหญ่เพื่อจัดการกับปัญหาช่องว่างผลผลิต (Output Gap) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจาก ปัจจุบัน UOB คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้นต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เนื่องมาจากปัจจัยด้านสังคมสูงวัยและผลิตภาพต่ำ (Productivity)
  • จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราปรับเป้าหมายของดัชนี SET ขึ้นเป็น 1,500 จุด แต่ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มการเติบโตของกำไร ซึ่งเรายังมองว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะยังเติบโตที่ระดับ 7% เท่าเดิม ส่วนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับเพิ่ม Forward P/E ขึ้นเป็น 16 เท่า จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามามากขึ้น
  • นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ภาพการเมืองที่ชัดเจนขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยบวก แต่ถามว่าหุ้นไทยจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ต้องกลับมาดูที่ปัจจัยพื้นฐาน ถ้าดูการเติบโตของ GDP ไทย ยังค่อนข้างตามหลังประเทศใกล้เคียง อย่างปีนี้คาดไว้ที่ 1.6% เทียบกับภูมิภาคที่น่าจะเติบโตเฉลี่ย 4%

ผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนอยู่ไม่น้อย หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประมาณ 190 – 200 ที่นั่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมด 500 ที่นั่ง

 

การตอบรับที่ออกมาตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา ในมุมของเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเหมือนจะไปในทิศทางบวก ทั้งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วจากระดับ 31.6 บาทต่อดอลลาร์ สู่ 31.1 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่หุ้นไทยเปิดกระโดดอย่างร้อนแรงจาก 1,354 จุด มายืนเหนือ 1,400 จุด พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา 1.6 หมื่นล้านบาท ภายในวันเดียว มากสุดในรอบ 4 ปี

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในไทย เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด และ sentiment เชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปได้ต่อเนื่องหรือไม่

 

UOB ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขึ้นอยู่กับความราบรื่นในการตั้งรัฐบาล

 

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) เอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี (UOB) ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ก็ควรเร่งเพิ่มความชัดเจนในฝั่งนโยบายการคลัง ซึ่งควรมีแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการเงินด้วย

 

 

 

นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้า การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Execution) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ตลาดในวงกว้างยอมรับ

 

“หนึ่งในปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศไทยมาโดยตลอดคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลที่เรียบร้อยจึงทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น” ลิมกล่าว

 

ลิมกล่าวต่อว่า ในฐานะธนาคารระดับโลกยังมองว่า ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในอาเซียน และเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์หลักจากยุทธศาสตร์ China Plus One อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อกังวลของนักลงทุนขณะนี้คือ กระบวนงบประมาณปี 2570 ที่คาดว่าอาจล่าช้าออกไป เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาล กระนั้น หากรัฐบาลใหม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น

 

UOB แนะไทยเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมไปกับพยุงการบริโภค

 

ลิมกล่าวต่อว่า รัฐบาลใหม่ยังควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปรับเปลี่ยนนโยบายขนานใหญ่เพื่อจัดการกับปัญหาช่องว่างผลผลิต (Output Gap) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจาก ปัจจุบัน UOB คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้นต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เนื่องมาจากปัจจัยด้านสังคมสูงวัยและผลิตภาพต่ำ (Productivity)

 

ดังนั้น ลิมจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่มุ่งเน้การเพิ่มผลิตภาพและการเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะการต่อยอดจากกระแส AI และ EV

 

“เมื่อปีที่ผ่านมา ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้กว่า 1.09 ล้านล้านบาท และยังคงเป็นจุดหมายที่น่าดึงดูดใจอย่างมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด และกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ (AI Data Center) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราเห็นว่า ‘มาเลเซีย’ เป็นคู่แข่งสำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้จำนวนมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Data Center แต่เรายังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังคงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้” ลิมกล่าว

 

นอกจากการส่งเสริมผลิตภาพแล้ว ลิมมองว่า รัฐบาลไทยยังควรออกนโยบายสนับสนุนภาคการบริโภคต่อไป เนื่องจากกังวลว่า ไทยจะเกิดภาวะที่ผู้บริโภคหยุดการจับจ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘เงินเฟ้อต่ำผิดปกติ’ (Low-flation)

 

ทั้งนี้ ในประมาณการล่าสุดของ UOB คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของไทยปีนี้จะติดลบเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ -0.3% หนักกว่าปีก่อนหน้าที่ -0.1%

 

DBS ปรับเป้า SET 1,500 จุด จาก sentiment ไม่ใช่พื้นฐาน

 

จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราปรับเป้าหมายของดัชนี SET ขึ้นเป็น 1,500 จุด แต่ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มการเติบโตของกำไร ซึ่งเรายังมองว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะยังเติบโตที่ระดับ 7% เท่าเดิม ส่วนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับเพิ่ม Forward P/E ขึ้นเป็น 16 เท่า จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามามากขึ้น

 

“ผลการเลือกตั้งออกมา เกินกว่าที่หลายฝ่ายคิด ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคะแนน 3 พรรคใหญ่ จะใกล้เคียงกัน แต่ออกมาเป็นภูมิใจไทยที่ได้เยอะมาก ทำให้เห็นความชัดเจนมากขึ้นทางด้านการเมือง และน่าจะเห็นความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเป็นอันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โฟลว์ของกองทุนต่างประเทศเข้ามาก พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายระดับแสนล้าน” จันทร์เพ็ญกล่าว

 

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ภาพการเมืองที่ชัดเจนขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยบวก แต่ถามว่าหุ้นไทยจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ต้องกลับมาดูที่ปัจจัยพื้นฐาน ถ้าดูการเติบโตของ GDP ไทย ยังค่อนข้างตามหลังประเทศใกล้เคียง อย่างปีนี้คาดไว้ที่ 1.6% เทียบกับภูมิภาคที่น่าจะเติบโตเฉลี่ย 4%

 

“เราต้องพิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วจะส่งผ่านนโยบายอะไรบ้างที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของเราแข็งแกร่งขึ้น และน่าจะดึงเงินลงทุนกลับมาได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้เป็นแค่การปรับพอร์ตเล็กน้อยเท่านั้น”​ จันทร์เพ็ญ

 

อย่างไรก็ดี จากเป้าหมาย 1,500 จุด เท่ากับว่าหุ้นไทยโดยเฉลี่ยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้อีกประมาณ 7% แต่นักลงทุนต้องเลือกเป็นรายหุ้น เพราะช่วง 2 วันที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวขึ้นมาแรงมาก และไปถึงราคาเหมาะสมแล้ว

 

ขณะที่รายงาน Regional Market Focus 2026 Outlook ของ DBS เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบความน่าสนใจของตลาดหุ้นใน 3 ประเทศ ที่อยู่ในอาเซียน โดยมองว่าหุ้นอินโดนีเซียน่าสนใจกว่าฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์น่าสนใจกว่าไทย

 

ด้าน เวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank เปิดเผยว่า DBS อยู่ระหว่างการทบทวนมุมมองใหม่ สำหรับรายงานไตรมาสที่ 2 โดยจะประเมินมูลค่าเปรียบเทียบ (Relative Value) ระหว่างประเทศต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ตามสถานการณ์การเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นและกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนไป รวมทั้งประเด็นความกังวลที่เกิดขึ้นกับหุ้นอินโดนีเซียที่เสี่ยงจะถูกปรับลดจาก Emerging Market ไปสู่ Frontier Market

 

สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจลงทุน ดีบีเอสแนะนำว่าให้เน้นที่ปัจจัยพื้นฐาน อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อัตราเงินปันผลสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่มานาน ก็มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ และสุดท้ายคือหุ้นอิงกับการท่องเที่ยว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising