ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท หรือ CPNREIT มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์หลัก ด้วยการประกาศความคืบหน้าการปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ (Major Renovation) ของโครงการเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ศักยภาพสูงในพอร์ต
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนยุทธศาสตร์การลงทุนเชิงรุกที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่เดิม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ปัทมิกา พงศ์สูรย์มาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ CPNREIT กล่าวว่า การปรับปรุงโครงการทั้งสองแห่งสะท้อนแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่เล็งเห็นศักยภาพของทำเลที่ตั้ง โดยกองทรัสต์ได้เดินหน้าปรับปรุงและยกระดับสินทรัพย์เพื่อสร้างการเติบโตของรายดาในอนาคต ซึ่งหลังการทรานส์ฟอร์มได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรร้านค้าในการขยายธุรกิจร่วมกัน
สำหรับการปรับปรุงโครงการเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ภายใต้งบลงทุนของ CPNREIT ไม่เกิน 1,100 ล้านบาท ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในรอบกว่า 3 ทศวรรษ เพื่อเจาะฐานกลุ่มลูกค้า ‘New Wealth’ ในย่านฝั่งธนบุรี โดยครอบคลุมการจัดสรรพื้นที่เช่าและร้านค้าใหม่กว่า 500 แบรนด์ พร้อมยกระดับโซนอาหารให้มีความหลากหลาย
ผลจากการปรับปรุงดังกล่าวส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 80,000 คนต่อวัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมเสถียรภาพด้านรายได้ให้กับกองทรัสต์ ควบคู่ไปกับรายได้จากส่วนอาคารสำนักงานที่ช่วยกระจายความเสี่ยง
ในขณะที่โครงการเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ใช้งบลงทุนไม่เกิน 806 ล้านบาท ได้ถูกยกระดับให้สอดรับกับความเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ โดยเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourist) ผ่านการขยายพื้นที่โซนกาดหลวงและร้านอาหารระดับมิชลิน รวมถึงเสริมร้านค้ากว่า 350 แบรนด์ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและกำลังซื้อในพื้นที่
ปัจจุบัน CPNREIT เป็นเจ้าของและผู้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ประกอบด้วย ศูนย์การค้าจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล พัทยา, เซ็นทรัล มารีนา และเซ็นทรัล ลำปาง
นอกจากนี้ ยังลงทุนในอาคารสำนักงาน 4 แห่ง ได้แก่ ปิ่นเกล้า ทาวเวอร์ เอ และ บี, เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ รวมถึงโรงแรม 1 แห่ง ได้แก่ ฮิลตัน พัทยา ซึ่งความหลากหลายของสินทรัพย์นี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคง
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในระยะยาว CPNREIT ได้วางเป้าหมายที่จะขยายขนาดสินทรัพย์ (Asset Size) ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 โดยมีแผนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทศูนย์การค้าเพิ่มเติมมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2569
การลงทุนตามแผนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ได้อีกประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์การพิจารณาลงทุนในโครงการใหม่เพิ่มเติมทุกๆ 2 ปี เพื่อสร้างฐานรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง
ในส่วนของปัจจัยภายนอก ภาคธุรกิจยังคงต้องติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลจาก กลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ณ วันที่ 4 มกราคม 2569 ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปี 2568 มีจำนวนรวม 32,974,321 คน ลดลง 7.23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าในปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับ 34.1-35.5 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อศูนย์การค้าที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว (Tourist Malls) ของกองทรัสต์ ให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ CPNREIT ยังได้รับปัจจัยบวกจากกลยุทธ์การตลาดของเซ็นทรัลพัฒนา ที่มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมระดับโลก หรือ ‘World Festive Destination’ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี อาทิ งานสงกรานต์ และงานเคานต์ดาวน์ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่ากิจกรรมเหล่านี้มีส่วนช่วยกระตุ้นให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 25% ในช่วงที่มีการจัดงาน
ด้านผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ในไตรมาส 3 ปี 2568 CPNREIT ยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,613.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากรายได้ค่าเช่าและบริการที่เพิ่มขึ้น 7% โดยกองทรัสต์มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยไว้ที่ระดับสูงถึง 91.5% และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 1,006.9 ล้านบาท


