×

CPAXT โกยรายได้ทะลุ 5.2 แสนล้าน! ส่ง Makro PRO ขึ้นอันดับ 1 อีคอมเมิร์ซไทย หลังยอดขายออนไลน์โต 27%

24.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการของ CPAXT พร้อมโลโก้ Makro PRO สื่อถึงการเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซไทย

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกแบรนด์แม็คโครและโลตัส รายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 520,706 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตเป็นผลจากการขยายตัวของยอดขายกลุ่มอาหารสดและสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private Label)

 

ปัจจัยหนุนเชิงกลยุทธ์มาจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจฟูดเซอร์วิส ซึ่งบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการเข้าซื้อหุ้นใน Renewed Hope Pte. Ltd. เมื่อช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 ส่งผลให้สามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการ (HoReCa) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านกลยุทธ์การขายนอกร้าน (Out-of-store) ถือเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนรายได้ โดยเฉพาะยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Makro PRO และ Lotus’s Smart App ที่เติบโตสูงถึง 27.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ล่าสุดสถาบันวิจัย Euromonitor International ได้จัดอันดับให้ Makro PRO เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอันดับ 1 ในด้านยอดขายแบบ First-party (1P)

 

ปัจจุบันบริษัทฯ อาศัยความได้เปรียบจากเครือข่ายสาขากว่า 2,600 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นจุดกระจายและจัดส่งสินค้าเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจออนไลน์ ควบคู่กับการรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net IBD to Equity) ไว้ที่ 0.33 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารโครงสร้างเงินทุนที่มีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับการขยายกิจการ

 

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจยังคงมุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานของวินัยทางการเงิน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารพื้นที่เช่าภายใต้แนวคิด ‘พื้นที่ความสุขของชุมชน’ (Happy Mall) และการยกระดับองค์กรด้วยข้อมูลเพื่อก้าวสู่การเป็น Retail Tech ชั้นนำในภูมิภาค

 

สำหรับแผนดำเนินงานปี 2569 บริษัทฯ วางกลยุทธ์หลัก 5 ด้านเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เริ่มจากการเพิ่มยอดขายในทุกช่องทางจัดจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทาง B2B และออนไลน์ พร้อมกับการรักษาตำแหน่งผู้นำด้านอาหารสด อาหารพร้อมปรุง และเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label เพื่อสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งต่อยอดฐานตลาดเดิมในมาเลเซียและขยายการดำเนินงานเข้าสู่ฟิลิปปินส์ พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับระบบซัพพลายเชนและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

 

จากความสามารถในการทำกำไรดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 รวม 0.71 บาทต่อหุ้น โดยหักการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.18 บาทต่อหุ้น คงเหลือจ่ายเพิ่มในอัตรา 0.53 บาทต่อหุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising