พาณิชย์ลุย ‘FTA GO!’ ดันเอกชนใช้สิทธิการค้า รับมือโลกผันผวน ชี้เกมการค้าใหม่ เน้น ‘ลดความเสี่ยง’ มากกว่าต้นทุน เร่งเปิดตลาด-เจรจา FTA ย้ำธุรกิจไทยต้องปรับตัว กระจายตลาด ยกระดับ ESG-นวัตกรรม สร้างแต้มต่อโลก
กิริฎา เภาพิจิตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย’ ภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล และปาฐกถาพิเศษ ‘ทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในระเบียบโลกใหม่’ ว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
เพราะไทยไม่ได้กำลังเผชิญแค่การเปลี่ยนแปลงแต่กำลังอยู่ในช่วงของการจัดระเบียบโลกทางการค้าใหม่ ซึ่งต้องบอกว่าภาพรวมสถานการณ์การค้าโลกในขณะนี้มีความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และส่งผลกระทบรวดเร็ว ระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น ‘ต้นทุนต่ำที่สุด’ (Cost Optimization) สู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความเสี่ยงต่ำที่สุด’ (Risk Minimization)
“ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งขณะนี้ ทุกประเทศทั่วโลก ต้องจับตามอง 2 เรื่อง คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ได้ส่งผลกระทบหลักต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงต่อการผันผวนของราคาพลังงาน”
เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึง 8% ของ GDP รวมถึงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย
โดยไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูงกว่า 72,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท จึงถือได้ว่าตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดโอกาสที่สำคัญของไทย
กิริฎา กล่าวอีกว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกประเทศไทยต้องรู้ว่า นโยบายการค้าแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกแบบใหม่อีกต่อไป
ดังนั้นรัฐบาลจึงเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญควบคู่กัน คือ เร่งรัดการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และ UAE ควบคู่กับการเตรียมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เช่น การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 และเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ตั้งแต่หลักเกณฑ์กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรองรับ FTA ฉบับใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง โดยออกมาตรการครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการด้านอุปทานและการค้าระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญ
นอกจากนี้ยังต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ประสานความร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ทั้งกลุ่มแอฟริกาใต้และลาตินอเมริกา
“สั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้เร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อประคองระดับรายได้จากการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งมีนโยบายการทูตเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) บูรณาการเอกอัครราชทูตและกงสุลทั่วโลกให้เป็น ‘Extended Team’ หรือทัพหน้าในการเปิดประตูการค้าและสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์”
โดยดึงจุดแข็งด้านการต่างประเทศและความมั่นคงมาช่วยเสริมอำนาจต่อรองทางการค้า
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศยังตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้วาระด้านเศรษฐกิจและการค้าถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศเคียงคู่กับมิติทางการเมืองเสมอ
“แน่นอนว่าภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงลำพัง เราต้องการพันธมิตรและภาคเอกชนไทย คือ กำลังสำคัญที่สุด ในโลกที่ผันผวนผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด โดยขอให้เอกชนมั่นใจว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างแต้มต่อให้ภาคเอกชนไทยในเวทีโลก
โดยพร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหาเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชน 3 ด้าน คือ กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อีกทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA เพื่อขยายฐานสู่ตลาดใหม่ ปรับตัวสู่มาตรฐานใหม่ เร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทั่วโลก (เช่น CBAM) เพื่อรักษา และใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า มุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value-Added) และยกระดับรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน” กิริฎา กล่าว

